“ยศชนัน” ติดตามผลการสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม “ธนาคารปูม้า-โดมปะการัง” สร้างรายได้คืนสู่ชุมชน

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และคณะ ลงพื้นที่ติดตามการตรวจราชการ พร้อมมอบนโยบายสนับสนุนผลงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการยกระดับศักยภาพชุมชนและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ณ ศูนย์อนุรักษ์เพาะฟักสัตว์น้ำเศรษฐกิจ กลุ่มพังสาย ตำบลกระดังงา อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การลงพื้นที่ ครม.สัญจร ในครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญร่วมกันคือการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของพี่น้องชาวใต้ โดยได้รับฟังประเด็นจากประชาชนโดยตรงเพื่อนำมาผลักดันเป็นนโยบาย ทั้งนี้ กระทรวง อว. ได้มุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนผ่านโครงการที่สำคัญ ได้แก่ โครงการธนาคารปูม้า การฟื้นฟูระบบนิเวศปะการัง และการอนุรักษ์โลมาอิรวดี ซึ่งโครงการธนาคารปูม้านั้น วช. ได้ยกระดับให้เป็นโครงการระดับชาติมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2561 และก้าวต่อไปคือการขยายผลอย่างเข้มแข็ง โดยจะนำหลักการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ระบบฝาแฝดดิจิทัล (Digital Twin) มาใช้ในการจัดเก็บข้อมูลสภาพน้ำและสภาพอากาศ เพื่อให้การปล่อยปูม้าและการเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพมีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมกันนี้จะมุ่งสร้างนวัตกรรมต่อยอดรอบศูนย์ธนาคารปูม้า โดยเชื่อมโยงกับอุทยานวิทยาศาสตร์ (Science Park) และกลุ่มสตาร์ตอัป เพื่อยกระดับการแปรรูป เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระดับชาติ ซึ่งจะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนกลับสู่พื้นที่ และทำให้ธนาคารปูม้าสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนด้วยตนเอง

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า กระทรวง อว. ยังเตรียมประกาศวิสัยทัศน์ในการเปลี่ยนพื้นที่ภาคใต้ให้เป็นพื้นที่ทดลองจริง (Living Lab) เพื่อดึงดูดเทคโนโลยีและผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกมาร่วมกันอนุรักษ์ทะเลไทยทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย ภายใต้แนวคิด Nature Positive และการสร้างมูลค่าจากธรรมชาติ ซึ่งจะนำไปเสนอในเวทีการประชุม STS Forum ในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นแกนนำด้านการอนุรักษ์ทะเลในระดับสากล ขณะเดียวกัน การพัฒนาจะไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ทรัพยากรทางทะเล แต่จะเชื่อมโยงไปสู่การเพิ่มมูลค่าทรัพยากรธรรมชาติบนบก เช่น ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ไผ่ สมุนไพร และพลังงานหมุนเวียน ตลอดจนการส่งเสริมระเบียงเศรษฐกิจด้านสุขภาพ (Medical Wellness Corridor) และการเตรียมพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานทางสาธารณสุข โดยทั้งหมดนี้จะอาศัยการบูรณาการความร่วมมือข้ามกระทรวง ทั้งกรมประมง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย เครือข่ายมหาวิทยาลัยในพื้นที่ และภาคประชาชน เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนให้แก่ลูกหลานชาวใต้ต่อไป

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า ความก้าวหน้าของการวิจัยและนวัตกรรมใน 2 โครงการสำคัญที่ วช. ให้การสนับสนุน ได้แก่ โครงการ “โดมปะการัง” และ โครงการขยายผลธนาคารปูม้าเพื่อ “คืนปูม้าสู่ทะเลไทย” ซึ่ง วช. ได้ร่วมบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานเครือข่ายและมหาวิทยาลัยในพื้นที่เพื่อขับเคลื่อนและขยายผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันนวัตกรรม “โดมปะการัง” ซึ่งเป็นแนวกำบังคลื่นใต้น้ำแบบพรุน ลดพลังงานคลื่นก่อนเข้าสู่ชายฝั่ง พร้อมทำหน้าที่เป็นบ้านปลา สามารถฟื้นฟูแนวปะการังธรรมชาติให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยพบสัตว์น้ำเข้ามาอาศัยมากถึง 64 ชนิด ทำให้ชายหาดฟื้นตัวเพิ่มขึ้นถึง 2.99 ไร่ และอยู่ในระหว่างการดำเนินการจัดวางแนวโดมปะการังชุดใหม่จำนวน 797 แท่ง บริเวณพื้นที่ชายฝั่ง ต.ชิงโค อ.สิงหนคร จังหวัดสงขลา ขณะที่ โครงการขยายผลธนาคารปูม้าเพื่อ “คืนปูม้าสู่ทะเลไทย” ได้ขยายผลธนาคารปูม้าไปแล้วจำนวน 565 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ชุมชนชายฝั่ง 20 จังหวัดทั่วประเทศไทย ทำให้มีปูม้าเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 67% เมื่อเทียบกับก่อนดำเนินการ และมีแนวโน้มปริมาณการจับปูม้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังได้จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้จำนวน 52 แห่ง เพื่อเป็นแหล่งต่อขยายผลความรู้ให้กับประชาชนทั่วไป ความสำเร็จของทั้ง 2 โครงการสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของ วช. ในการเปลี่ยนองค์ความรู้จากงานวิจัยให้เกิดการใช้ประโยชน์จริงในพื้นที่ ทั้งในด้านการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง การสร้างความมั่นคงทางอาหาร การสร้างรายได้และเศรษฐกิจฐานราก ตลอดจนการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนชายฝั่ง

นายอับดุลเลาห์ จันทร์ลิหมัด นายกองค์การบริหารส่วนตำบลกระดังงา กล่าวว่า ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งถือเป็นทุนชีวิตของชุมชน ทั้งในด้านแหล่งอาหาร แหล่งประกอบอาชีพ และรากฐานทางเศรษฐกิจ โดย อบต.กระดังงา ได้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดำเนินงานธนาคารปูม้า การอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ รวมถึงการพัฒนาแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำผ่านการวางซั้งบ้านปลาและโดมปะการัง ร่วมกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่และหน่วยงานภาคีเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งองค์ความรู้จากงานวิจัยและนวัตกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจาก วช. ได้ช่วยยกระดับภูมิปัญญาท้องถิ่นและสร้างประโยชน์ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม สู่การสร้างความมั่นคงทางอาหาร รายได้ และความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน

นายภาณุมาศ สุยบางดำ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย กล่าวว่า มหาวิทยาลัยฯ ได้มุ่งนำองค์ความรู้จากงานวิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์เพื่อการพัฒนาพื้นที่และสังคมอย่างยั่งยืน ความร่วมมือกับ วช. ในการขับเคลื่อนโครงการธนาคารปูม้าและการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างต่อเนื่องตลอด 8 ปีที่ผ่านมา นักวิจัยของมหาวิทยาลัยฯ ได้ดำเนินงานในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ สงขลา ตรัง กระบี่ และสตูล รวม 112 แห่ง และบูรณาการความร่วมมือระหว่างนักวิจัย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน นำองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่เหมาะสมไปถ่ายทอดสู่พื้นที่ จนเกิดการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากร ควบคู่กับการสร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพ รายได้ และเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

ต่อมา ศ.ดร.ยศชนัน มอบเกียรติบัตรแก่นักวิจัยที่มีผลงานวิจัยโดดเด่น จำนวน 24 ผลงาน อาทิ ผลงาน “อาชีพทางเลือกของชุมชนประมงเพื่อการอนุรักษ์โลมาอิรวดีทะเลสาบสงขลา“ โดย รศ.ดร.สมัคร แก้วสุกแสง มหาวิทยาลัยทักษิณ ผลงาน “ผลิตภัณฑ์น้ำผึ้งชันโรง“ โดย ผศ.ดร.นุกูล ชิ้นฟัก มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ผลงาน “ผลิตภัณฑ์ผ้าบาติก อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา“ โดย นายฐานันท์ ตั้งรุจิกุล มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ และตราสัญลักษณ์ “Local Growth Engine” คืนปูม้าสู่ทะเลไทย แก่ธนาคารปูม้าจำนวน 28 แห่ง จากจังหวัดสงขลา จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดสตูล จังหวัดตรัง และจังหวัดกระบี่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง