นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการระบบประปาและการให้บริการประชาชน พร้อมรับฟังรายงานแผนรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่การประปาส่วนภูมิภาคสาขาหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยเน้นย้ำการเตรียมพร้อมรับอุทกภัยในพื้นที่หาดใหญ่ ป้องกันผลกระทบต่อระบบผลิตและจ่ายน้ำไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมา
นายเจเศรษฐ์ ได้หารือกับผู้บริหารและเจ้าหน้าที่การประปาส่วนภูมิภาค โดยกำชับให้เตรียมความพร้อมทั้งบุคลากร ระบบผลิตและจ่ายน้ำ ตลอดจนแผนสำรองในภาวะฉุกเฉิน เพื่อให้ประชาชนยังสามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้อย่างต่อเนื่อง หากเกิดน้ำท่วมรุนแรงหรือระบบประปาไม่สามารถจ่ายน้ำได้ตามปกติ
ทั้งนี้ การประปาส่วนภูมิภาคสาขาหาดใหญ่ เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่หาดใหญ่เมื่อปลายปี 2568 ซึ่งส่งผลกระทบต่ออาคารสำนักงาน ระบบปฏิบัติงานและการให้บริการประชาชน ทำให้การเตรียมแผนรับมือก่อนเข้าสู่ช่วงเสี่ยงอุทกภัยถูกยกระดับเป็นภารกิจสำคัญ
นายเจเศรษฐ์ ได้มอบหมายให้การประปาส่วนภูมิภาคทำหน้าที่เป็น “แม่งาน” ด้านการวางระบบสนับสนุนน้ำสะอาดในภาวะอุทกภัย โดยให้จัดทำแผนที่ระบุศูนย์อพยพและพื้นที่รองรับประชาชนอย่างชัดเจน พร้อมกำหนดเส้นทางรถบรรทุกน้ำ จุดจ่ายน้ำสะอาด และแหล่งน้ำสำรอง เพื่อให้สามารถนำทรัพยากรเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็วหากระบบประปาหยุดชะงัก
พร้อมกันนี้ ให้ประสานการทำงานกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาล และหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลศูนย์อพยพ จำนวนประชาชน และความต้องการใช้น้ำในแต่ละจุด ลดปัญหาการกระจายความช่วยเหลือที่ล่าช้าหรือซ้ำซ้อน
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือปัญหา“น้ำประปาขาดแคลนและคุณภาพน้ำ” ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดย รมช.เจเศรษฐ์ เห็นว่า แม้หลายพื้นที่มีแหล่งน้ำดิบรองรับ แต่ยังมีข้อจำกัดด้านระบบผลิต ระบบส่งและการเชื่อมโยงโครงข่าย ทำให้ประชาชนบางพื้นที่ยังเผชิญปัญหาน้ำไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง เสนอให้จัดทำแผนบริหารจัดการน้ำประปาสำหรับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นการเฉพาะ ตั้งแต่การสำรวจแหล่งน้ำดิบ การเพิ่มกำลังผลิต การเชื่อมโยงระบบส่งน้ำ ไปจนถึงการยกระดับคุณภาพน้ำ เพื่อให้การลงทุนแก้ปัญหาตรงกับสภาพพื้นที่และความต้องการของประชาชนในระยะยาว
โอกาสนี้ นายเจเศรษฐ์ กล่าวให้กำลังใจผู้บริหารและเจ้าหน้าที่การประปาส่วนภูมิภาค พร้อมเน้นย้ำว่า การบริหารจัดการระบบประปาต้องไม่รอให้เกิดวิกฤตแล้วจึงแก้ไข แต่ต้องเตรียมระบบสำรองและแผนเผชิญเหตุไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ประชาชนมีน้ำสะอาดใช้ได้อย่างต่อเนื่องทั้งในภาวะปกติและเมื่อเกิดภัยพิบัติ








