นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทาน ได้ออกหนังสือแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยาถึงผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ 11 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ จังหวัดอุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี ลพบุรี ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ และกรุงเทพมหานคร พร้อมรับมือสถานการณ์น้ำหลังตอนบนของประเทศเกิดฝนตกหนัก ส่งผลให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น โดยสถานี C.2 อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านอยู่ที่ 1,377 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่วนเขื่อนเจ้าพระยา อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท มีการระบายน้ำอยู่ที่ 990 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แล้วในเวลา 17.00 น.ของวันนี้ (21 ก.ย.69) จะปรับเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเป็นอัตรา 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และคงอัตราดังกล่าวต่อเนื่อง ทั้งนี้ คาดการณ์วันที่ 27 กันยายน ปริมาณน้ำที่สถานี C.2 จะมีปริมาณไหลผ่านประมาณ 1,100 – 1,250 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที รวมกับน้ำจากลำน้ำสาขา ทำให้มีปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาประมาณ 1,150 – 1,350 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เมื่อรวมกับการรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่ง อยู่ที่ประมาณ 400 – 450 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที กรมชลประทาน จึงจำเป็นต้องทยอยปรับระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในอัตราระหว่าง 700 – 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งการระบายน้ำดังกล่าวจะทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอีกประมาณ 60เซนติเมตร – 1.50 เมตร โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ คือ อำเภอเสนา , ผักไห่ , บางบาล , พระนครศรีอยุธยา , บางปะอิน และบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ทั้งนี้ กรมชลประทาน ขอแจ้งเตือนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนที่อาศัยอยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงแม่น้ำน้อย ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด หากมีการเปลี่ยนแปลงหรือมีปริมาณน้ำมากกว่า 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะประกาศให้ทราบต่อไป







