โจทย์ใหญ่ “รัฐบาลใหม่”…เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ-ล้างภาพ “ผู้ป่วยแห่งเอเชีย”

แม้ขณะนี้ผลการนับคะแนนเลือกตั้ง สส.จะยังไม่สะเด็ดน้ำ และบางหน่วยเลือกตั้งยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ ว่าจะนับคะแนนใหม่ หรือจะให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่ภาพรวมของผลการเลือกตั้งครั้งนี้ มีแนวโน้มว่า “พรรคภูมิใจไทย” จะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

เมื่อประเทศไทยต้องเดินหน้าต่อไปและรอให้รัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ โดยเฉพาะเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะถดถอยและต้องเร่งเยียวยา  จนสื่อต่างชาติให้ฉายาประเทศไทยว่าเป็น “ผู้ป่วยแห่งเอเชีย”

แต่เพื่อให้ความเป็นธรรมกับรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาแก้ไขโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายและรออยู่เบื้องหน้า

ปัญหาเศรษฐกิจที่ไทยเผชิญในปัจจุบัน นอกจากจะเกิดจากปัจจัยภายในประเทศแล้ว ยังเกิดจากภายนอกประเทศที่ยากจะควบคุม ทั้งแรงกดดันจากภาษีสหรัฐฯ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่หลายสมรภูมิยังไม่มีท่าทีว่าจะยุติ รวมทั้งประเทศมหาอำนาจที่แสดงพลังและกดดันประเทศเล็กๆ เพื่อหวังจะควบคุมเกมการค้าโลก

เมื่อสถานการณ์โลกเปลี่ยนไป ทำให้มีเสียงสะท้อนจากภาคเอกชนที่ ส่งไปถึงผู้บริหารประเทศ อย่าง “เกรียงไกร เธียรนุกุล” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่ได้ออกมาระบุว่า ภาคเอกชนอยากเห็นการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่โดยเร็ว เพื่อเร่งขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ และรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ทวีความรุนแรง

ทั้งนี้สิ่งที่เอกชนอยากให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งแก้ไขคือ ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน โดยเฉพาะปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับเกือบ 90% ต่อ GDP และหากรวมหนี้นอกระบบ ตัวเลขอาจสูงถึง 104% ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า รายได้ของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่สอดคล้องกับรายจ่าย ส่งผลให้กำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจหดตัว

นอกจากนี้ยังต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งแก้ไขปัญหาในหลายๆ ด้านทั้งการช่วยเหลือกลุ่ม “ SME” โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีวงเงินสินเชื่อต่ำกว่า 500 ล้านบาท ที่ปัจจุบันพบว่าเป็นหนี้เสีย หรือ NPL เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่ากังวล

เร่งกระตุ้น “ภาคการส่งออก” หลังจากได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก รวมทั้งจะต้องเร่งสะสางปม “สินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ” ทะลักเข้าไทยโดยเฉพาะสินค้าจากจีน ที่เข้ามาทั้งแบบถูกกฎหมายและลักลอบ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยจำนวนมาก ไม่สามารถแข่งขันได้และต้องปิดกิจการ

มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับ “ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์” ประธานกรรมการกลุ่มเซ็นทรัล ธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ของไทย ที่ได้แนะนำให้รัฐบาลใหม่เร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจโดยเร็ว พร้อมทั้งดึงมืออาชีพเข้าร่วมงาน เพื่อวางทิศทางในการพัฒนาประเทศ

ทั้งนี้ผู้บริหารกลุ่มเซ็นทรัล มองว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังติดหล่มที่เรียกว่า “ภาวะไร้ยุทธศาสตร์ระยะยาว” หรือ Long-term Strategy ส่งผลให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือ จีดีพี ขยายตัวเพียงปีละ 1.6 – 1.7% เท่านั้น ซึ่งภาพดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยกำลังดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง จนอยู่ในสภาวะหลังชนฝาและต้องเร่งแก้ไขโดยเร็ว

เมื่อเหล่าบรรดาภาคเอกชน ส่งเสียงสะท้อนไปถึงรัฐบาลชุดใหม่ให้เร่งแก้ไขโดยเร็ว

ซึ่งหากมองย้อนไปในช่วงของการหาเสียงเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทยได้เสนอนโยบายเศรษฐกิจที่ค่อนข้างสอดคล้องกับภาคเอกชน โดยเสนอมาตรการทั้งระยะสั้นและระยะยาว ภายใต้กลยุทธ์ “Thailand 10 Plus”และตั้งเป้าหมายอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ที่ “3% พลัส”

โดยมาตรการระยะสั้น พรรคภูมิใจไทยประกาศจะเดินหน้าโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ภายใต้นโยบาย Quick Big Win เพราะต้องการให้เห็นผลเร็ว เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ จะเร่งเข้าไปช่วยเหลือกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME โดยจะออกมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เสริมสภาพคล่องและลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ รวมทั้งเดินหน้าโครงการเรียนฟรีมีงานทำ เพิ่มทักษะ (Upskill/Reskill) ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดงานยุคใหม่

ขณะที่มาตรการระยะยาว จะมุ่งเป้าหมายในการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน (Competitive Growth) ปฏิรูปโครงสร้างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศในระยะยาว มีการปรับปรุงกฎระเบียบภาครัฐให้อนุมัติไว เพื่ออำนวยความสะดวกและเร่งรัดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติให้ลงสู่ระบบเศรษฐกิจจริง โดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ ยังสนับสนุนเศรษฐกิจสีเขียว พลัส (Green Economy) เร่งเป้าหมาย Net Zero ให้เร็วขึ้นเป็นปี 2050 ส่งเสริมพลังงานสะอาด เพื่อดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลก

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งในนโยบายของพรรคภูมิใจไทย ที่อาสาจะเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ

แต่ด้วยปัญหาที่สั่งสมมานาน การแข่งขันที่รุนแรง และสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ปมเศรษฐกิจถือเป็น “โจทย์ใหญ่” ที่รอให้รัฐบาลใหม่เข้ามาโชว์ฝีมือ เพื่อนำพาประเทศผ่านพ้นวิกฤตไปให้ได้และเร่งล้างภาพ “ผู้ป่วยแห่งเอเชีย” โดยเร็ว…ก่อนที่ภาพจำนี้ จะแจ่มชัดในสายตาชาวโลก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง