นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมประชุม Ministers’ Retreat พบหารือทวิภาคีอย่างไม่เป็นทางการกับ นายตาน ส่วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ที่โรงแรม Trisara จังหวัดภูเก็ต โดยนายสีหศักดิ์ เปิดเผยว่า ได้พูดคุยในประเด็นสำคัญที่ไทยได้แจ้งให้เมียนมาทราบว่า ทั้งสองประเทศเป็นเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนร่วมกัน จึงอยากเห็นสันติภาพที่ยั่งยืนในเมียนมา ซึ่งจะเป็นผลประโยชน์ของไทยและความมั่นคงของไทย และเป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ โดยรัฐมนตรีต่างประเทศของเมียนมาได้แจ้งว่ากระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ คาดว่าจะมีขึ้นก่อนสงกรานต์นี้ และรัฐบาลใหม่ต้องการนำเมียนมากลับสู่เสถียรภาพและเปิดกว้างที่จะมีการพูดคุย หารือ ปรองดองกับฝ่ายต่อต้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หรือฝ่ายที่เรียกร้องประชาธิปไตย ซึ่งท่าทีของไทยคือการช่วยให้เมียนมากลับสู่ครอบครัวของอาเซียน นโยบายของไทยคือการรื้อฟื้นปฏิสัมพันธ์ของอาเซียนกับเมียนมาที่ต้องคุยกันโดยตรง และมีฉันทามติ 5 ข้อ ที่คาดหวังให้เมียนมาได้ปฏิบัติ ไทยต้องการเป็นสะพานเชื่อมให้เมียนมากลับมาสู่อาเซียน แต่ฝ่ายเมียนมาเองจะต้องช่วยฝ่ายไทยบ้าง ด้วยการมีท่าทีตอบสนองต่ออาเซียนและประชาคมโลก เช่น ถ้าสามารถจะเริ่มกระบวนการพูดคุยกับกลุ่มต่างๆ ของเมียนมาได้บ้างจะเป็นสิ่งที่ดี เช่น เปิดพื้นที่ให้การช่วยเหลือทางมนุษยธรรม การลดความรุนแรง ลดการโจมตีพลเรือน จะเป็นการส่งสัญญาณที่ดี เพื่อให้เมียนมากลับสู่อาเซียน และประเทศไทยจะแสดงบทบาทนำ เนื่องจาก 5 ปีที่ผ่านมา ฉันทามติ 5 ข้อไม่มีความคืบหน้าจึงอยากเห็นความคืบหน้า โดยนโยบายของไทยคืออยากเห็นความสัมพันธ์ค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งฝ่ายเมียนมามีท่าทีทางบวกในเรื่องนี้
นอกจากนี้ ไทยและเมียนมา เป็นประเทศเพื่อนบ้าน มีพรมแดนร่วมกันมากกว่า 2,400 กิโลเมตร จึงจะร่วมมือกันมากขึ้นในการปราบปรามอาชญากรรมทั้งหลาย โดยเฉพาะสแกมเมอร์ และการปราบปรามการผลิตยาเสพติด ที่มีการทะลักเข้ามามากขึ้น รวมถึงการแก้มลพิษในแม่น้ำ ที่ได้มีข้อเสนอให้ตั้งคณะทำงานร่วมกัน เพื่อให้ได้มาตรฐาน และการรื้อฟื้นการค้าชายแดนผ่านช่องทางหลัก คือแม่สอด เมียวดี ที่ขณะนี้เริ่มซ่อมถนน สาย AH1 และหากทางเมียนมามีการพูดคุยกับชนกลุ่มน้อยได้มากขึ้น จะสามารถเปิดการค้าชายแดนร่วมกัน และไทยพร้อมเป็นผู้ประสานงานในการพูดคุยกับชนกลุ่มน้อยฝั่งไทย ยืนยันว่าไทยไม่ได้ก้าวก่ายการพูดคุยแต่หากเห็นว่าไทยช่วยได้ก็ยินดี เพื่อนำไปสู่กระบวนการสันติภาพที่ยั่งยืน
เมียนมาเป็นประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจและเอกชนไทยต้องการเข้าไปทำธุรกิจ แต่ยังมีข้อจำกัด ขณะนี้จะผ่อนคลายได้บ้าง เช่น การค้าโดยตรงโดยใช้เงินสกุลจ๊าดกับบาท และกำไรที่บริษัทไทยได้มาต้องแลกเปลี่ยนในอัตราทางการ รวมถึงด้านพลังงานที่ ปตท. สนใจเข้าไปพัฒนาแหล่งพลังงานมากขึ้น ซึ่งทางเมียนมาก็พร้อมสนับสนุน อย่างไรก็ตามการพูดคุยครั้งนี้เป็นการพูดคุยที่สร้างสรรค์ เป็นการหารือที่เป็นประโยชน์ในการส่งเสริมสันติภาพในเมียนมา ทำให้ชายแดนมั่นคง และพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างกันต่อไป








