จากนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งให้ความสำคัญและตระหนักถึงภัยคุกคามของบุหรี่ไฟฟ้าต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะการป้องกันในกลุ่มเยาวชน นำมาสู่มาตรการ “สังคมไทยปลอดบุหรี่ไฟฟ้า” และปฏิบัติการ “สิงห์ตะปบเหยื่อ” โดยเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 นายกรัฐมนตรี ได้นำแถลงผลปฏิบัติการ “สิงห์ตะปบเหยื่อ” ซึ่งเป็นการตรวจค้นจับกุมการลักลอบจำหน่ายบุหรี่ (มวน) กลางเมืองหาดใหญ่ หนึ่งในเครือข่ายค้าบุหรี่เถื่อนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภาคใต้ สามารถยึดบุหรี่เถื่อนกว่า 2,000 ลัง คิดเป็น 20,000,000 มวน (20 ล้านมวน) โดยเจ้าหน้าที่กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้ 14 ราย จากการประเมินมูลค่าความเสียหายในเบื้องต้นพบว่า รัฐต้องสูญเสียรายได้ไปมากกว่า 67 ล้านบาท และค่าปรับทางภาษีมากกว่า 1,000 ล้านบาท รวมถึงได้ยึดรถที่ใช้ ในการกระทำความผิด จำนวน 11 คัน และที่สำคัญคือของกลางเหล่านี้ถูกบรรจุหีบห่อพร้อมส่งไปยังปลายทางเป็นอย่างดี หากหลุดไปจะทำให้ขบวนการค้าของเถื่อนกระจายไปทั่วประเทศและทำลายสุขภาพของประชาชน
ได้เป็นอย่างมาก
พร้อมประกาศไปยังผู้ที่คิดจะทำสิ่งผิดกฎหมายบ้านเมืองว่า จงได้หยุดความคิด และการกระทำที่ผิดเหล่านั้น ยืนยันว่าจะดำเนินการให้ถึงที่สุด และขอเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกคนอย่าเกรงกลัวอิทธิพลมืดของผู้กระทำความผิด ขอให้เจ้าหน้าที่ทุกคนยึดถือกฎหมายทำให้ถูกต้อง เพราะการจับกุมทุกครั้ง คือการทำลายเครือข่ายอาชญากรรมให้ลดน้อยลง ดังนั้นจะต้องช่วยกันสร้างความมั่นใจ สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ขจัดภัยอันตรายจากอาชญากรเหล่านี้ให้หมดสิ้น
ทั้งนี้จากการสืบสวนเชิงลึกพบว่ากลุ่มผู้ค้ามีการปรับเปลี่ยนพฤติการณ์เพื่อตบตาเจ้าหน้าที่อย่างซับซ้อน โดยเปิดหน้าร้านอำพรางเป็นตู้น้ำแต่ซุกซ่อนสินค้าไว้ในโกดังลับ และเปลี่ยนมาใช้รถบรรทุกตู้ทึบเป็นจุดพักสินค้าเคลื่อนที่แทนการเก็บในอาคารเพื่อความสะดวกในการเคลื่อนย้ายตามสถานการณ์ นอกจากนี้ยังพบว่ามีการขยายฐานลูกค้าไปทั่วประเทศผ่านช่องทางออนไลน์และระบบขนส่งเอกชน โดยกลุ่มขบวนการมักอาศัยช่วงเวลากลางคืนในการลักลอบขนถ่ายสินค้า และวางขายอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมายในช่วงกลางวัน
จากการดำเนินนโยบายอย่างเข้มงวดต่อเนื่อง นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร แถลงข่าวการตรวจยึดบุหรี่ – บุหรี่ไฟฟ้า ลักลอบนำเข้า ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลในการปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายโดยได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด พร้อมเพิ่มความเข้มงวดในการปราบปรามสินค้าผิดกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุหรี่ต่างประเทศและบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 สามารถยึดบุหรี่ต่างประเทศรวมกว่า 27.3 ล้านมวน และบุหรี่ไฟฟ้าพร้อมอุปกรณ์กว่า 205,445 ชิ้น คิดเป็นมูลค่ารวม 169,634,923 บาท ซึ่งพฤติการณ์ส่วนใหญ่ จะเป็นการลักลอบนำเข้าผ่านทางพัสดุไปรษณีย์ บริษัทขนส่งเอกชน และซุกซ่อนมาในยานพาหนะที่ใช้ในการขนส่ง นอกจากนี้ได้มีการขยายผลโดยบูรณาการร่วมกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และหน่วยงานอื่น ๆ เข้าตรวจค้นและจับกุมในโกดังและสถานที่พักอาศัย โดยมีผลงานจับกุมที่สำคัญ ดังนี้
1. สำนักงานศุลกากรภาคที่ 4 ตรวจค้นพัสดุของบริษัทขนส่งเอกชน พบบุหรี่ต่างประเทศ จำนวน 400,000 มวน มูลค่า 2 ล้านบาท และบุหรี่ไฟฟ้าพร้อมอุปกรณ์ จำนวน 8,450 ชิ้น มูลค่า 3,731,500 บาท รวมมูลค่ากว่า 5.7 ล้านบาท
2. ด่านศุลกากรสงขลา ตรวจสอบรถบรรทุกเอกชนต้องสงสัย จำนวน 4 คัน ในพื้นที่อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา พบบุหรี่ต่างประเทศ จำนวน 3,614,800 มวน มูลค่ากว่า 18.07 ล้านบาท และตรวจค้นอาคารร้างในพื้นที่ตำบลพิจิตร อำเภอนาหม่อม จังหวัดสงขลา พบบุหรี่ จำนวน 1,680,000 มวน มูลค่ากว่า 8.4 ล้านบาท
3. สำนักงานศุลกากรภาคที่ 2 ร่วมกับด่านศุลกากรมุกดาหาร ตรวจค้นบริษัทขนส่งในจังหวัดมุกดาหาร พบหัวพอตบุหรี่ไฟฟ้าเมืองกำเนิดต่างประเทศ รวมจำนวน 34,800 ชิ้น มูลค่ากว่า 6.9 ล้านบาท
4. กองสืบสวนและปราบปราม ร่วมกับสำนักงานศุลกากรภาคที่ 4 และด่านศุลกากรตากใบ บูรณาการร่วมกับสำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 9 และสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่นราธิวาส ตรวจค้นโกดังร้างในพื้นที่ตำบลไพรวัน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส พบบุหรี่ต่างประเทศ จำนวน 2,000,000 มวน มูลค่า 10 ล้านบาท
5. กองสืบสวนและปราบปราม ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตรวจค้นบ้านพักในเขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร พบบุหรี่ไฟฟ้าไฮบริดประมาณ 500 เครื่อง และมวนบุหรี่ IQOS ประมาณ 4,300 ชิ้น มูลค่ารวมประมาณ 10 ล้านบาท นอกจากนี้ กองสืบสวนและปราบปราม ยังได้เข้าตรวจสอบพัสดุไปรษณีย์ที่ต้องสงสัย ณ ที่ทำการไปรษณีย์หลักสี่ และไปรษณีย์หาดใหญ่ พบบุหรี่ไฟฟ้าพร้อมอุปกรณ์รวมจำนวน 12,824 ชิ้น มูลค่ารวมประมาณ 5 ล้านบาท
6. ด่านศุลกากรแม่สอด ตรวจสอบที่ทำการไปรษณีย์ในพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก พบบุหรี่ต่างประเทศ จำนวน 584,000 มวน มูลค่ากว่า 3 ล้านบาท
7. สำนักงานศุลกากรภาคที่ 1 ร่วมกับด่านศุลกากรแม่กลอง ตรวจค้นบริษัทขนส่งพัสดุในประเทศ โดยใช้เครื่องเอกซเรย์แบบพกพา (Handheld X-ray) ช่วยตรวจสอบ พบบุหรี่ต่างประเทศ จำนวน 12,512,380 มวน มูลค่ารวมกว่า 62 ล้านบาท
8. สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง ตรวจค้น ณ ศูนย์ไปรษณีย์ศรีราชา จังหวัดชลบุรี พบเครื่องบุหรี่ไฟฟ้าชนิดใช้แล้วทิ้ง และหัวพ็อตบุหรี่ไฟฟ้า รวม 4,870 ชิ้น มูลค่ารวมกว่า 6 แสนบาท อีกทั้งยังพบบุหรี่ต่างประเทศ จำนวน 142,200 มวน มูลค่ากว่า 8.5 แสนบาท
9. สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ ร่วมกับกองสืบสวนและปราบปราม และเจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ตรวจสอบตู้สินค้าที่ตกเป็นของตกค้าง จำนวน 7 ตู้ตามที่ได้อายัดไว้ พบการซุกซ่อนบุหรี่ไฟฟ้าชนิดใช้แล้วทิ้งคละกลิ่น จำนวน 46,260 ชิ้น มูลค่ารวมกว่า 10 ล้านบาท
กรณีดังกล่าวเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต
พ.ศ. 2560 และพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 ประกอบประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้บารากู่ และบารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2557
นายพันธ์ทอง กล่าวเพิ่มเติมว่า การจับกุมข้างต้น เป็นผลมาจากการที่กรมศุลกากรได้บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด และบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การป้องกันและปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายมีประสิทธิภาพและเห็นผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นโดยปัจจุบันพฤติการณ์การลักลอบนำเข้าบุหรี่ต่างประเทศและบุหรี่ไฟฟ้าในปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบโดยหันมาใช้ช่องทางพัสดุไปรษณีย์และบริษัทขนส่งเอกชนมากขึ้น ทั้งนี้ กรมศุลกากรจะยังคงเดินหน้าปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อคุ้มครองสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน รักษาความเป็นธรรมทางการค้าและความสงบเรียบร้อยของสังคม








