นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง เพื่อติดตามสถานการณ์แผ่นดินไหวในประเทศไทย โดยมีนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ และมีผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด และหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่เข้าร่วมผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์
ปัจจุบันภัยธรรมชาติจากแผ่นดินไหวมีแนวโน้มเกิดบ่อยครั้งและมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในวงกว้าง กระทรวงมหาดไทยโดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จึงเร่งรวบรวมองค์ความรู้ ข้อมูลพื้นฐาน และวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยง เพื่อเตรียมความพร้อมในการป้องกันและรับมือธรณีพิบัติภัยที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต พร้อมพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยให้มีความแม่นยำและทันท่วงที
ปัจจุบันประเทศไทยมีรอยเลื่อนมีพลัง (Active Fault) จำนวน 16 รอยเลื่อน และอยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมอีก 13 รอยเลื่อน ซึ่งถือเป็นข้อมูลสำคัญในการวางแผนรับมือภัยแผ่นดินไหว โดยได้เชิญผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ที่มีรอยเลื่อนพาดผ่านเข้าร่วมประชุม เพื่อรับทราบข้อมูลล่าสุด และเตรียมความพร้อมในระดับพื้นที่
นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการข้อมูลร่วมกัน เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการดำเนินงาน และเชื่อมโยงฐานข้อมูลจากทุกหน่วยงานให้เป็นระบบเดียวกันในรูปแบบ Big Data เพื่อให้ทุกจังหวัดสามารถรับรู้สถานการณ์และประเมินผลกระทบได้อย่างรวดเร็ว หากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง
พร้อมกันนี้ ได้เน้นย้ำให้มีการถ่ายทอดแผนเผชิญเหตุและข้อมูลการเฝ้าระวังไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด เพื่อให้สามารถแจ้งเตือนประชาชนเชิงรุกในระดับหมู่บ้านและชุมชนได้อย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยได้ผลักดันการใช้เทคโนโลยี Cell Broadcast ในการแจ้งเตือนภัย ซึ่งสามารถส่งข้อความเตือนภัยไปยังโทรศัพท์มือถือของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้ทันที ช่วยให้ประชาชนรับรู้สถานการณ์และเตรียมรับมือได้อย่างทันท่วงที
เป้าหมายสำคัญของการดำเนินการดังกล่าว คือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และลดความสูญเสียจากภัยแผ่นดินไหวให้เหลือน้อยที่สุดหรือเป็นศูนย์ พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยมีความพร้อมในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนอย่างเต็มที่








