นายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร เปิดเผยผ่านศูนย์แถลงข่าวร่วม สถานการณ์ฉุกเฉินในตะวันออกกลาง ณ ทำเนียบรัฐบาล ถึงผลกระทบต่อการบินและการขนส่งจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ว่า กระทรวงคมนาคมจัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ (War Room) ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีเพื่อติดตามสถานการณ์ขนส่งทั้งทางบก ทางอากาศ ทางน้ำ และทางราง อย่างใกล้ชิด โดยเน้นการกำกับดูแลใน 3 มิติ คือการรักษาคุณภาพการให้บริการ, ราคาค่าโดยสารที่เป็นธรรม และความพร้อมในการให้บริการ เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 7 มีนาคม 2569 มีเที่ยวบินยกเลิกและล่าช้ารวม 584 เที่ยวบิน กระทบผู้โดยสาร 78,564 คน โดยกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควบคุมค่าโดยสารทางอากาศให้เป็นไปตามกฎหมาย และช่วยเหลือผู้โดยสารตกค้าง รวมถึงอำนวยความสะดวกในพื้นที่ท่าอากาศยานอย่างเต็มที่ ส่วนด้านการขนส่งทางน้ำ โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าไปยุโรปต้องเปลี่ยนเส้นทางไปอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ทวีปแอฟริกา แทนเส้นทางผ่านตะวันออกกลาง ทำให้ใช้เวลาเดินทางเพิ่มขึ้น 15 วัน อาจส่งผลต่อค่าระวางเรือและการหมุนเวียนตู้คอนเทนเนอร์ โดยการท่าเรือแห่งประเทศไทยกำลังติดตามสถานการณ์ความแออัดของท่าเรือรายวัน
ส่วนด้านการขนส่งทางบก กรมการขนส่งทางบก ได้รับมอบหมายให้ควบคุมค่าโดยสารรถสาธารณะทุกประเภทให้สอดคล้องกับมาตรการควบคุมราคาน้ำมันดีเซลของรัฐบาล และประเมินการใช้เชื้อเพลิงเพื่อประสานงานกับกระทรวงพลังงานในการจัดหาน้ำมันให้เพียงพอ ส่วนด้านการขนส่งทางราง มีการประเมินความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะต้นทุนของรถจักรที่ใช้ดีเซล เพื่อเตรียมบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า ทั้งนี้ หากประชาชนได้รับความไม่สะดวกหรือต้องการร้องเรียนเรื่องราคาและการบริการได้ที่ สายด่วนกระทรวงคมนาคม หมายเลข 1356 หรือสายด่วนกรมการขนส่งทางบก หมายเลข 1584 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง








