จากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันและเสถียรภาพพลังงานโลก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ย้ำว่า ภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนของตลาดพลังงานโลก รัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงาน ทั้งการกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ยืนยันว่าการดำเนินนโยบายทุกด้านจะมุ่งให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
จากข้อสั่งการดังกล่าวกระทรวงพลังงานเร่งเจรจาหาแหล่งนำเข้าพลังงานเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง โดยนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นำผู้บริหารกระทรวงพลังงาน และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมหารือกับนาย Anatol Feygin, Chief Commercial Officer บริษัท Cheniere Energy Inc. ผู้ผลิต LNG รายใหญ่ของโลกจากสหรัฐอเมริกา เพื่อเพิ่มปริมาณ LNG ที่จะส่งมอบในสัญญาเดิมมายังประเทศไทย จากปีละ 1 ล้านตัน เป็น 1.3 ล้านตัน เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานตลอดอายุสัญญาที่เหลืออีก 15 ปี (ถึงปี พ.ศ. 2584) อีกทั้งได้หารือเพื่อปรับเปลี่ยนกำหนดเที่ยวเรือที่จะส่งมอบ LNG บางส่วนให้เร็วขึ้น จากไตรมาสที่ 3/2569 เป็นไตรมาสที่ 2/2569 เพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หากสถานการณ์การสู้รบยังคงยืดเยื้อต่อไป ทั้งนี้ บริษัท Cheniere รับที่จะเร่งดำเนินการให้อย่างดีที่สุด อย่างไรก็ตามตั้งแต่เกิดวิกฤตด้านพลังงาน รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการในหลายด้านคู่ขนานกันมาโดยตลอด อาทิ การระงับส่งออกน้ำมัน การเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมัน การเจรจาจัดหาน้ำมันและก๊าซจากภูมิภาคอื่นนอกจากตะวันออกกลางมาทดแทน การส่งเสริมการใช้น้ำมันชีวภาพมากขึ้น การใช้กองทุนน้ำมันมาบรรเทาผลกระทบด้านราคา และการรณรงค์เรื่องการประหยัดพลังงาน จึงขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าจะสามารถผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกันได้อย่างแน่นอน
ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงความคืบหน้าสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางและการให้ความช่วยเหลือคนไทย โดยนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทยจากเหตุการณ์เรือบรรทุกสินค้าสัญชาติไทยถูกโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ว่า ลูกเรือไทย 20 คน ที่ได้รับการช่วยเหลือแล้วนั้น ล่าสุดได้รับวีซ่าเข้าสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แล้ว และทางการโอมานได้ยืนยันความพร้อมในการอำนวยความสะดวกในการผ่านแดนเพื่อขึ้นเครื่องบินที่กรุงมัสกัต คาดว่าจะสามารถเดินทางถึงประเทศไทยในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 16 มีนาคม 2569 ในส่วนของการเร่งค้นหาและช่วยเหลือลูกเรืออีก 3 คน กระทรวงการต่างประเทศ กองทัพเรือ และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต ยังคงประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อติดตามความคืบหน้าของปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง
ส่วนการช่วยเหลือคนไทยในตะวันออกกลาง เมื่อช่วงเช้าวันที่ 14 มีนาคม 2569 คนไทยกลุ่มสุดท้ายที่เดินทางออกจากอิหร่านจำนวน 7 คน กลับถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตยังคงติดต่อและประสานงานอย่างใกล้ชิดกับคนไทยในอิหร่านที่ยังไม่ประสงค์เดินทางกลับประเทศไทย และพร้อมอำนวยความสะดวกหากมีผู้ประสงค์เดินทางกลับเพิ่มเติม ในส่วนของสถานการณ์ในอิสราเอล เนื่องจากสถานการณ์การโจมตีระหว่างอิสราเอล อิหร่าน และกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้ออกประกาศเตือนคนไทยในพื้นที่ภาคเหนือของอิสราเอลให้เตรียมเข้าที่หลบภัยภายใน 1 นาทีหากได้ยินเสียงไซเรน และขอให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังบริเวณชายแดนตอนเหนือของประเทศ ทั้งนี้ ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ มีคนไทยที่ติดค้างและได้รับความช่วยเหลือให้ออกจากประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางและเดินทางกลับประเทศไทยแล้วรวมทั้งสิ้น 591 คน
ด้านนายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีแรงงานไทยที่ทำงานและพำนักอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางประมาณ 67,047 คน มีผู้แจ้งความประสงค์ผ่านสถานเอกอัครราชทูตเพื่อเดินทางกลับประเทศไทยจำนวน 977 คน ขณะนี้เดินทางกลับมาแล้ว 72 คน และมีอีก 9 คนจากประเทศบาห์เรนที่มีกำหนดเดินทางกลับประเทศไทยในวันที่ 15 มีนาคม 2569 สำหรับการให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทยทั้ง 23 คนจากเหตุการณ์เรือสินค้า “มยุรี นารี” ถูกโจมตีในโอมาน กระทรวงแรงงานได้ประสานความช่วยเหลือร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ กองทัพเรือ กรมเจ้าท่า และบริษัทเจ้าของเรือ โดยบริษัทเจ้าของเรือยังได้จัดบริการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตและการให้คำปรึกษาออนไลน์ผ่านนักจิตวิทยาชาวไทยที่ได้รับใบอนุญาต เพื่อดูแลสภาพจิตใจของลูกเรือแต่ละรายตามความจำเป็น
ทั้งนี้ บริษัทเจ้าของเรือ ได้ยืนยันว่าลูกเรือทุกคนจะได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน รวมถึงค่าตอบแทนพิเศษสำหรับการปฏิบัติงานในพื้นที่สงครามตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ตั้งแต่วันเริ่มงานจนถึงวันที่เดินทางกลับถึงประเทศไทย โดยบริษัทจะโอนค่าจ้างเข้าบัญชีของลูกเรือภายในวันสิ้นเดือนตามปกติ รวมทั้งจะชดเชยความเสียหายจากทรัพย์สินส่วนตัวที่จำเป็นต้องทิ้งไว้บนเรือให้แก่ลูกเรือทุกคนตามความเหมาะสม ยืนยันว่าจะรักษาการจ้างงานของลูกเรือทุกคน และพร้อมรับลูกเรือกลับเข้าปฏิบัติงานอีกครั้งเมื่อมีความพร้อมและมีความประสงค์จะกลับมาทำงาน นอกจากนี้ยังได้มอบหมายให้แรงงานจังหวัดและหน่วยงานในสังกัดลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจครอบครัวของลูกเรือทั้ง 23 คน เพื่อสื่อสารความช่วยเหลือของภาครัฐให้ครอบครัวได้รับทราบโดยเร็ว และตรวจสอบสิทธิประโยชน์
ต่างๆ ที่ลูกเรือควรได้รับตามกฎหมาย
ด้านพลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองทัพเรือ โดยศูนย์ควบคุมการจราจรทางทะเล ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ ได้ออกประกาศแจ้งเตือนสถานการณ์ความมั่นคงทางทะเลเพิ่มเติม ลงวันที่ 13 มีนาคม 2569 เพื่อแจ้งเตือนผู้ประกอบการเดินเรือและเรือพาณิชย์ไทย ให้เพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือในพื้นที่อ่าวเปอร์เซีย อ่าวโอมาน และช่องแคบฮอร์มุซ จากการประเมินสถานการณ์ด้านความมั่นคงทางทะเล พบว่า มีความเป็นไปได้ที่จะมีการใช้ทุ่นระเบิดทางทะเล (Sea Mines) ในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อการเดินเรือพาณิชย์และเส้นทางคมนาคมทางทะเลที่สำคัญของโลก
ศูนย์ควบคุมการจราจรและควบคุมเรือทางทะเล จึงได้ออกคำแนะนำเพิ่มเติมแก่เรือไทยและผู้ประกอบการเดินเรือ โดยมีสาระสำคัญ ได้แก่
1. หลีกเลี่ยงการเดินเรือเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงสูง (High Risk Area) หากไม่มีความจำเป็น
2. ขอให้บริษัทเจ้าของเรือ ประเมินความเสี่ยงและเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยตาม ISPS Code และแนวปฏิบัติ Best Management Practices (BMP)
3. ขอให้ติดตามสถานการณ์และปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานด้านความปลอดภัยทางทะเลอย่างใกล้ชิด
4. ขอให้เรือดำรงการติดต่อสื่อสารทางวิทยุ Maritime Band ช่อง 16 และพร้อมตอบสนองต่อการติดต่อจากหน่วยงานความมั่นคงทางทะเลในพื้นที่
5. หากตรวจพบวัตถุต้องสงสัยหรือเหตุผิดปกติ ให้แจ้งศูนย์ควบคุมการจราจรทางทะเล และ องค์การการเดินเรือแห่งสหราชอาณาจักร (United Kingdom Maritime Trade Operations: UKMTO) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที
นอกจากนี้ กองทัพเรือยังได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติเมื่อเผชิญภัยจากทุ่นระเบิดทางทะเล เพื่อให้กำลังพลประจำเรือสามารถลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยในการเดินเรือผ่านพื้นที่ดังกล่าว ทั้งนี้กองทัพเรือขอให้ผู้ประกอบการเดินเรือและเรือพาณิชย์ไทย ติดตามประกาศแจ้งเตือนและข้อมูลข่าวสารด้านความปลอดภัยทางทะเลอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของลูกเรือและเรือไทย โดยกองทัพเรือจะยังคงติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และพร้อมแจ้งเตือนข้อมูลที่จำเป็นในทันที








