นายกฯ สั่งปราบปรามขบวนการกักตุนน้ำมัน ลักลอบส่งออก บังคับใช้กฎหมายเข้ม สร้างความเชื่อมั่นประชาชน ยืนยันสงกรานต์น้ำมันเพียงพอ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงมาตรการตรวจสอบ ติดตาม และบังคับใช้กฎหมายต่อผู้กระทำผิดเกี่ยวกับการกักตุนน้ำมันและลักลอบส่งออก โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลได้ยกระดับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ภายใต้พระราชกำหนดว่าด้วยการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 เพื่อดำเนินการกับผู้กักตุนและลักลอบขายน้ำมันออกไปจากระบบของประเทศ โดยยึดหลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ซึ่งหมายถึงไม่ว่าใครก็ตามที่เอาเปรียบประชาชน ทำลายความมั่นคงทางพลังงานของชาติ ไม่ว่าจะมีอิทธิพลเพียงใดก็ตาม จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเฉียบขาดและเคร่งครัด

ทั้งนี้ กระทรวงยุติธรรม ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันทั้งรายใหญ่และรายย่อย (Jobber) อย่างเข้มข้น จากการตรวจสอบระบบการขนส่งน้ำมันจนถึงวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา พบพฤติกรรมเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมาย ได้แก่

1. การประวิงเวลาขนส่งน้ำมันทางทะเล โดยจอดเรือลอยลำเพื่อรอการปรับขึ้นราคาก่อนนำส่งเข้าสู่ระบบเพื่อให้ได้กำไรมากขึ้น

2. การปฏิเสธจ่ายน้ำมันจากคลังไปยังสถานีบริการหรือผู้รับปลายทาง

3. มีการลักลอบขนส่งน้ำมันออกนอกเส้นทางเพื่อกักตุน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งสอบสวนและขยายผล

อย่างไรก็ตามเชื่อว่ามีการลักลอบขนถ่ายน้ำมันทางทะเล และยังตรวจพบความผิดปกติของข้อมูลปริมาณน้ำมันระหว่างระบบรายงานของหน่วยตรวจสอบกับข้อมูลจากโรงกลั่นและการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต โดยจะประสานข้อมูลการเดินเรือจากศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) และขยายผลตรวจสอบการขนส่งทางบกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อยืนยันว่าการส่งออกเป็นไปตามที่ได้รับอนุญาตหรือไม่ การกระทำดังกล่าวถือเป็นการแสวงหากำไรเกินควรในช่วงวิกฤตพลังงานโลก ส่งผลให้รัฐบาลต้องใช้งบประมาณจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชดเชยส่วนต่างของต้นทุนกับราคาขายมากขึ้น ซึ่งจนถึงปัจจุบันกองทุนน้ำมันได้ชดเชยทำให้เกิดการขาดทุนกว่า 5 หมื่นล้านบาท จึงได้มอบหมายให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ รับเป็นกรณีพิเศษ และยืนยันว่ารัฐบาลไม่นิ่งนอนใจต่อปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ได้สั่งการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ร่วมมือปราบปรามผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด คาดว่าจะสามารถหยุดการดำเนินการผิดกฎหมายนี้ได้ โดยจะเห็นได้ว่าน้ำมันที่ใช้ก่อนถึงวันที่ 1 มีนาคม 2569 ใช้อยู่ประมาณ 67 ล้านลิตรต่อวัน แต่เมื่อมีวิกฤตการณ์เกิดขึ้น รัฐบาลพยายามควบคุมสถานการณ์ให้เป็นปกติโดยไม่ให้มีน้ำมันขาดแคลน แต่จำนวนการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นเป็น 85-86 ล้านลิตรต่อวัน แสดงว่ามีการซื้อหรือถ่ายน้ำมันออกไปจากระบบเป็นจำนวนมาก จึงสันนิษฐานว่ามีการลักลอบและกักตุนขึ้น

ย้ำว่ารัฐบาลพยายามทำทุกวิถีทางให้ปริมาณน้ำมันในประเทศไทย ถูกใช้ในประเทศไทยให้มากที่สุด ขอให้มั่นใจว่าจะมีน้ำมันให้ประชาชนได้เติมตามปกติ โดยเฉพาะในช่วงวันสงกรานต์ อย่าตื่นตระหนกว่าน้ำมันจะขาดแล้วกลับบ้านในช่วงเทศกาลไม่ได้ หากเราใช้แบบสภาวะปกติ น้ำมันจะมีให้บริการเหมือนทุกครั้ง และยังประสานงานไปยังผู้ประกอบการมาตรา 7 และมาตรา 10 ให้สแตนด์บายรถขนส่งน้ำมันในช่วงเทศกาลมากเป็นพิเศษ โดยยกเว้นระเบียบในการให้รถขนส่งน้ำมัน หากมีการร้องขอรถขนส่งน้ำมันจากปั๊มต่างๆ จะเติมให้อย่างทันท่วงที ขอให้ประชาชนวางแผนกลับภูมิลำเนา พบปะและมีความสุขกับครอบครัวอย่างเต็มที่

สำหรับการดำเนินงานของศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ในสัปดาห์หน้าจะมีการตั้ง ศบก.ชุดใหม่ ซึ่งการทำงานรอบแรกเน้นเรื่องการบริหารจัดการปริมาณน้ำมันให้เพียงพอ แต่ ศบก.ในรัฐบาลชุดที่กำลังจะเข้ามาจะเน้นเรื่องมาตรการการช่วยเหลือประชาชน การบริหารจัดการปรับโครงสร้างพลังงานให้สอดคล้องกับสภาวะปัจจุบัน จะมีภารกิจเพิ่มเติมมากขึ้น เป็น ศบก.พลัส ทั้งนี้ ประเทศไทย ไม่มีทรัพยากรน้ำมันเป็นของตนเองต้องพึ่งพาการนำเข้าอย่างเดียว สิ่งที่สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้คือ เรามีโรงกลั่น มีบริษัทที่ถือหุ้นโดยกระทรวงการคลัง เช่น ปตท. และบริษัทในเครือ มีเครือข่ายธุรกิจทั่วโลก ซึ่งมีการประสานงานเพื่อสร้างความมั่นใจว่าเรายังมีช่องทางสรรหาน้ำมันดิบเข้ามากลั่นในประเทศไทยให้เป็นปกติให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขอให้เชื่อว่ารัฐบาลคำนึงถึงประชาชนเป็นลำดับแรกเสมอและจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป

ด้าน พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า การดำเนินการแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกมอบให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและฝ่ายปกครอง ตรวจสอบปลายทางคือปั๊ม ไปจนถึงคลังน้ำมัน อีกส่วนมอบให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ ตรวจสอบจากต้นทางตั้งแต่โรงกลั่นไปจนถึงปั๊ม เพื่อนำข้อมูลมาเปรียบเทียบกัน ซึ่งพบการกระทำผิดและได้จับกุมหลายรายในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และจังหวัดนครสวรรค์ กรณีจังหวัดสุราษฎร์ธานี จากการตรวจสอบตั้งแต่ต้นทางพบว่ามีเรือบรรทุกน้ำมันออกจากคลังน้ำมันเดินทางไปยังพื้นที่ 6 แห่ง จำนวน 96 เที่ยว มีน้ำมันออกจากคลังทั้งสิ้น 217 ล้านลิตร ระหว่างเดินทางมีน้ำมันหายไปบางส่วน มีน้ำมันถึงปลายทางจังหวัดสุราษฎร์ธานีเพียง 160 ล้านลิตร หายไป 57 ล้านลิตร และจากการตรวจสอบยืนยันได้ว่าโรงกลั่นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกักตุนน้ำมัน

พลตำรวจเอก ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่ามีปั๊ม 27 แห่ง 12 Jobber ส่งน้ำมันไปยังปั๊มที่ปิดตัวลง และจากการตรวจสอบปั๊ม 39 แห่ง พบมี 6 แห่งที่น่าสงสัยและเชื่อว่ามีการกักตุนน้ำมัน เนื่องจากมีน้ำมันในคลังแต่จ่ายน้อยลง อีกทั้งยังจับกุมปั๊มที่ส่งน้ำมันไปขายภายนอก เช่นภาคอุตสาหกรรม หรือขนส่ง ซึ่งจะได้รับกำไรมากกว่าหน้าปั๊ม นอกจากนี้ยังมีการลักลอบส่งออกน้ำมันที่อำเภอแม่สอด โดยใช้รถบรรทุกน้ำมัน 4 หมื่นลิตร ซึ่งจะขยายผลต่อไป ส่วนเรือประมงที่มีการถ่ายน้ำมันให้เรือกัมพูชา พบว่าเรือดังกล่าวเป็นเรือของคนไทย มีลูกเรือ 6 คน อยู่ระหว่างการตรวจสอบเจ้าของเรือ เพื่อสอบสวนเพิ่มเติม

พลเรือเอก ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ ในฐานะเลขาธิการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) กล่าวว่า ได้ตรวจสอบเส้นทางและพฤติกรรมการเดินเรือที่มีการขนส่งน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานีและพื้นที่ทางทะเล โดยตรวจสอบเที่ยวเรือจำนวน 96 เที่ยวในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พบความผิดปกติในการเดินเรือที่เพิ่มขึ้น และช้ากว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ จากการประวิงเวลาในการเดินทางพบมีความผิดปกติอยู่ที่ 20 เที่ยว ซึ่งจะต้องตรวจสอบต่อไป

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ประชุมการอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งน้ำมันบนทางหลวงในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 ซึ่งกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ได้ประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อให้รายงานข้อมูลความต้องการใช้พลังงานเชื้อเพลิงของรถโดยสารสาธารณะ และหารือกับบริษัท ขนส่ง จํากัด และบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน) เพื่อจัดเตรียมน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรถโดยสารสาธารณะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 ประสานกรมธุรกิจพลังงานให้กำชับสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงจัดเตรียมน้ำมันสำหรับรถโดยสารสาธารณะอย่างเพียงพอ พร้อมทั้งขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันเพื่อให้การขนส่งน้ำมันเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ด้านนายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงสถานการณ์พลังงานในขณะนี้ว่า เป็นวิกฤตที่รุนแรงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยราคาน้ำมันดีเซลในตลาดโลกพุ่งทะยานจากสถานการณ์ปกติที่ 92 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็นเกือบ 300 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า ซึ่งรุนแรงกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่เคยทำสถิติสูงสุดไว้ที่เพียง 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการชดเชยราคาช่วยเหลือประชาชนติดลบแล้วเกือบ 5 หมื่นล้านบาท แม้จะมีวงเงินกู้ 1.5 แสนล้านบาทรองรับได้ประมาณอีก 2 เดือน แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อก็น่ากังวลอย่างยิ่ง โดยการปรับขึ้นราคาน้ำมัน 2 วันติดกันที่ผ่านมานั้น เพื่อรักษาสภาพคล่องกองทุนฯ และไม่ให้เกิดการขึ้นราคาแบบกระชากเพราะอาจทำให้เกิดการกักตุนหรือลักลอบนำออกนอกประเทศไทย ขณะเดียวกันยังคงใช้เงินกองทุนฯ อุดหนุนราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) วันละประมาณ 30 ล้านบาท เพื่อไม่ให้กระทบค่าครองชีพและราคาอาหารของประชาชน

สำหรับประเด็นโครงสร้างราคาและค่าการกลั่นนั้น การคำนวณสต็อกน้ำมัน (เก่า-ใหม่) ของโรงกลั่น ใช้วิธี Mark to Market ซึ่งเป็นตามหลักสากลที่ใช้กัน ส่วนค่าการกลั่นไม่ใช่กำไรสุทธิ แต่ครอบคลุมต้นทุนคงที่ต่างๆ เช่น ค่าน้ำค่าไฟ ค่าขนส่ง ค่าแรง และค่าบำรุงรักษา และต้นทุนเพิ่มเติมอย่างค่า War Premium ค่าประกันภัย ค่าน้ำมันดิบที่แพงขึ้นในช่วงสงคราม อย่างไรก็ตาม ในช่วงวิกฤตนี้พบว่า ค่า War Premium ที่เพิ่มเข้ามา ส่งผลให้เกิดกำไรส่วนเกิน (Windfall) คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) จึงเร่งพิจารณานำค่าการกลั่นเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่ 2.43 บาท มาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา เพื่อดึงส่วนต่างนี้กลับมาชดเชยให้ประชาชน

ส่วนการดูแลราคาหมู ไก่และไข่ไก่ นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงการหารือร่วมกับองค์กรเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู ไก่เนื้อ ไก่ไข่ โดยพบว่า การปรับราคาขึ้นในปัจจุบันมีสาเหตุหลักเกิดจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ซึ่งส่งผลกระทบต่ออัตราการเจริญเติบโตของสัตว์ เนื่องจากสัตว์กินอาหารได้น้อยลง ทำให้หมูและไก่โตช้า ส่วนไก่ไข่ออกไข่ได้ลดลง และไข่ไก่มีขนาดเล็กลงเช่นกัน ส่งผลให้ผลผลิตที่ออกสู่ตลาดลดลง นอกจากนี้ เกษตรกรยังต้องแบกรับภาระต้นทุนการผลิตด้านการใช้น้ำ – ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น จากการใช้อุปกรณ์ระบายความร้อนภายในฟาร์ม ซึ่งจากการหารือเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ ผู้เลี้ยงสุกร และผู้เลี้ยงไก่เนื้อ จะพยายามตรึงราคาสินค้าให้อยู่ในราคาที่เหมาะสม ช่วยแบ่งเบาและลดภาระให้แก่ผู้บริโภคในปัจจุบัน ทั้งนี้ แม้ต้นทุนด้านพลังงานอาจจะไม่ได้เป็นต้นทุนหลักของสินค้าในหมวดปศุสัตว์ แต่ยังส่งผลกระทบทางอ้อมต่อการผลิตสุกร ไก่เนื้อ ไข่ไก่ ของไทย โดยเฉพาะต่อต้นทุนค่าขนส่ง และต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่สำคัญได้ในช่วงถัดไป โดยจะหารือกับองค์กรเกษตรกร และผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินแนวทางในการบริหารจัดการด้านราคาให้เกิดความเหมาะสม ไม่เป็นภาระแก่เกษตรกรและกระทบต่อประชาชนผู้บริโภคมากนัก

ทั้งนี้กรมการค้าภายใน ได้มีมาตรการช่วยเหลือผู้บริโภค โดยมีการจำหน่ายปศุสัตว์และสินค้าอุปโภคบริโภคในราคาประหยัดผ่านโครงการ “ธงฟ้าราคาประหยัด” กว่า 500 จุด ทั่วประเทศ วันที่ 3-5 เมษายน 2569 จัดที่เขตมีนบุรี ณ วัดบำเพ็ญเหนือ วันที่ 4-6 เมษายน 2569 เขตดอนเมือง ณ วัดสีกัน (วัดพุทธสยาม) วันที่ 7-9 เมษายน 2569 เขตหนองจอก ณ สนามกีฬาเคหะฉลองกรุง วันที่ 8-10 เมษายน 2569 เขตคลองสามวา ณ ตลาดห้าแยกพระยาสุเรนทร์ ส่วนภูมิภาคจะจัดขึ้นที่จังหวัดปราจีนบุรี บริเวณลานกิจกรรมนิคมอุตสาหกรรม 304 หรือตลาด 304 พลาซ่า อำเภอศรีมหาโพธิ วันที่ 8 – 10 เมษายน 2569 โดยนำสินค้าอุปโภคบริโภคมาลดราคา เพื่อช่วยบรรเทาภาระจากค่าน้ำมัน เช่น น้ำมันพืช 1 ลิตร ลดจาก 50 บาท เหลือ 43 บาท ไข่ไก่เบอร์ 2 ลดจาก 125 บาท เหลือ 95 บาท น้ำตาลทรายขาว ลดจาก 28 บาท เหลือ 23 บาท และข้าวหอมมะลิ ลดจากถุงละ 180 บาท เหลือ 110 บาท

นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้พบหารือกับนายอิซซาฮ์ อับดุลเลาะห์ จาเบอร์ อัล อาลาวี่ เอกอัครราชทูตรัฐสุลต่านโอมานประจำประเทศไทย แสดงความขอบคุณฝ่ายโอมานที่ได้ให้ความช่วยเหลือลูกเรือคนไทยจำนวน 20 คนบนเรือ “มยุรีนารี” และขอรับการสนับสนุนจากฝ่ายโอมานในการกู้เรือซึ่งเกยตื้นในน่านน้ำอิหร่าน รวมถึงนำชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์ที่พบบนเรือขึ้นฝั่งเพื่อยืนยัน   อัตลักษณ์บุคคลและนำส่งกลับประเทศไทย อีกทั้งยังได้หารือเรื่องสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง และแนวทางความร่วมมือระหว่างไทยกับโอมาน เพื่อให้เรือสินค้าจำเป็นของไทยสามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ โดยเห็นพ้องว่า ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรหันกลับมาใช้แนวทางการทูตและการเจรจาเพื่อฟื้นฟูสันติภาพให้กลับคืนสู่ภูมิภาคโดยเร็ว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง