นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้ายกระดับการแก้ไขปัญหาไฟป่าทั่วประเทศอย่างเข้มข้น ครอบคลุมทั้งการควบคุมสถานการณ์ การป้องกัน และการดูแลเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน เพื่อหยุดยั้งผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ล่าสุดได้สั่งการให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผนึกกำลังกระทรวงมหาดไทย เร่งปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลัง พร้อมบูรณาการความร่วมมือในทุกพื้นที่อย่างเข้มข้น เพื่อควบคุมสถานการณ์ไฟป่า
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ได้ยกระดับมาตรการป้องกันไฟป่าอย่างเข้มงวด ติดตามและเร่งแก้ไขปัญหาไฟป่าอย่างใกล้ชิด มุ่งเน้นการยกระดับมาตรการเฝ้าระวังอย่างเข้มข้นสูงสุด สั่งการให้กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ปิดพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าอนุรักษ์ ในทุกพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ ห้ามบุคคลเข้าพื้นที่โดยเด็ดขาด พร้อมกำชับให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับผู้ลักลอบเข้าพื้นที่ เพื่อยุติพฤติกรรมที่ทำลายทรัพยากรของชาติ เสริมประสิทธิภาพการดับไฟในทุกพื้นที่และติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ โดยใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อใช้ชี้เป้าในการเข้าไปตรวจสอบพิกัดจุดความร้อนเพื่อให้สามารถควบคุมเพลิงได้อย่างแม่นยำ ใช้รถปฏิบัติการควบคุมไฟป่า เพื่อวางแผนการปฏิบัติงานภาคพื้นดิน ควบคู่กับการใช้อากาศยานเฮลิคอปเตอร์ ปฏิบัติงานเข้าทิ้งน้ำในพื้นที่เข้าถึงยาก โดยเน้นย้ำด้านความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ต้องมาก่อน กำชับให้ตรวจสอบความพร้อมทั้งร่างกาย อุปกรณ์ และยานพาหนะ จัดกำลังพลหมุนเวียนอย่างเหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงจากความเหนื่อยล้าสะสม และให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บอย่างทันท่วงที
ด้านกระทรวงมหาดไทย ได้นำข้อสั่งการเร่งด่วนมาขับเคลื่อนการปฏิบัติงาน ให้ทุกจังหวัดบูรณาการร่วมกับหน่วยงานทุกภาคส่วนเฝ้าระวังสถานการณ์ไฟป่าในทุกจังหวัดที่มีสถานการณ์ไฟป่าหรือมีค่าฝุ่น PM2.5 เพิ่มขึ้นต่อเนื่องให้วางแผนเชิงรุก โดยบูรณาการจัดส่งกำลังเจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร ทีม อส. กู้ภัย จากพื้นที่ต่าง ๆ เข้าไปช่วยในพื้นที่เกิดเหตุได้อย่างรวดเร็ว และปลอดภัยทั้งต่อผู้ปฏิบัติงานและประชาชนในพื้นที่ เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็วที่สุด รวมไปถึงกำชับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประชาสัมพันธ์ข่าวสารสถานการณ์ภัย และมาตรการสำคัญ เช่น การปิดป่า การบังคับใช้กฎหมาย ผ่านหอกระจายข่าว และช่องทางสื่อต่างๆ พร้อมเพิ่มอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถตัดสินใจได้ทันทีในสถานการณ์ฉุกเฉิน
นายสุชาติ ย้ำว่า รัฐบาลจะเดินหน้าควบคุมสถานการณ์อย่างต่อเนื่องตลอดช่วงวิกฤต เพื่อปกป้องชีวิตประชาชน ลดผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 และรักษาทรัพยากรธรรมชาติของประเทศให้คงอยู่ต่อไป เพราะนี่ไม่ใช่เพียงการดับไฟ แต่คือการปกป้องลมหายใจของคนทั้งประเทศ
นอกจากนี้ยังได้มอบหมายให้นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้อำนวยการศูนย์แก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน (ส่วนหน้า ภาคเหนือ) ลงพื้นที่ จ.เชียงราย ติดตามสถานการณ์ไฟป่าหมอกควันไฟป่า ใน 17 จังหวัดภาคเหนือ และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ แม้เป็นวันหยุดยาวช่วงสงกรานต์ แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่หยุด เฝ้าระวังไฟป่า และดับไฟป่า เพื่อประชาชนคนไทยทุกคน
อีกทั้ง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ร่วมกับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงใหม่ สาขาฮอด ส่งเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ ร่วมกับชุดลาดตระเวนไฟป่า เข้าควบคุมไฟป่าที่ลุกลามเข้าไหม้กองซังข้าวโพดที่อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าขุนแม่ลาย บ้านกองลอย ตำบลบ่อหลวง เป็นเหตุให้เกิดจุดความร้อนติดต่อกัน 2 วัน ตั้งแต่วันที่ 13 เม.ย. 69 ล่าสุดสามารถควบคุมไฟป่าได้เรียบร้อยแล้ว โดยทีมเจ้าหน้าที่จะยังคงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการปะทุซ้ำ และลดผลกระทบด้านหมอกควันและฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่
ขณะที่ นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ลงพื้นที่ อำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี โดยขึ้นปฏิบัติการบนเฮลิคอปเตอร์รุ่น H130 เพื่อบัญชาการภารกิจตักน้ำดับไฟป่าบริเวณโดยรอบวัดป่าภูก้อนอย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นพื้นที่ป่ารวมประมาณ 2,500 ไร่ ที่เกิดไฟไหม้ในบางส่วนของพื้นที่ และมีแนวโน้มขยายวงกว้าง เนื่องจากมีกระแสลมกระโชกแรง ส่งผลให้ไฟป่าลุกลามอย่างรวดเร็ว โดยสามารถตักน้ำดับไฟป่าได้ 57 เที่ยว เที่ยวละ 500 ลิตร ใช้ปริมาณน้ำรวม 28,500 ลิตร และจะยังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อลดการลุกลามและผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพอากาศ พร้อมเน้นย้ำการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้นำท้องถิ่น และชุมชน เพื่อให้สามารถควบคุมสถานการณ์ได้โดยเร็วที่สุด
นายราเชน กล่าวว่า นอกจากภารกิจการสนับสนุนเฮลิคอปเตอร์ดับไฟป่าแล้ว ยังได้สั่งการให้ตั้งหน่วยดัดแปรสภาพอากาศ จ.ขอนแก่น เพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ให้กับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่กำลังได้รับผลกระทบ โดยมีเครื่องบินขนาดเล็ก CARAVAN จำนวน 3 ลำ ประจำการ และได้เริ่มปฏิบัติการไปแล้ว โดยใช้เครื่องบิน CARAVAN 1 ลำ ปฏิบัติการโปรยน้ำแข็งแห้งเพื่อระบายฝุ่นละออง บินปฏิบัติการบริเวณ อ.โซ่พิสัย – อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ จ.บึงกาฬ และพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สำหรับพื้นที่ภาคเหนือ ยังคงมีหน่วยดัดแปรสภาพอากาศ จ.เชียงใหม่ และ จ.พิษณุโลก ปฏิบัติการเป็นประจำทุกวันอย่างไม่มีวันหยุด ในช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์นี้ เจ้าหน้าที่ทุกส่วนฝ่ายยังติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์ตลอดทั้งวัน ซึ่งหน่วยฯ จ.เชียงใหม่ ได้ขึ้นบินปฏิบัติการไปจำนวน 6 เที่ยวบิน ด้วยเทคนิคการสเปรย์น้ำเย็นการโปรยน้ำแข็งแห้งเพื่อระบายฝุ่นละออง และการก่อเมฆเพื่อดูดซับฝุ่นละออง เพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองให้กับพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ลำปาง แม่ฮ่องสอน และจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งจะติดตามสภาพอากาศและวางแผนเลี้ยงเมฆเพื่อช่วยดูดซับฝุ่นละอองให้มากยิ่งขึ้น
ด้านศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ กรมควบคุมมลพิษ รายงานคุณภาพอากาศประจำวันที่ 14 เมษายน 2569 ภาพรวมปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 ในประเทศยังคงสูงบริเวณภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ พบเกินค่ามาตรฐาน (สีแดง) ที่จังหวัดน่าน พะเยา พิษณุโลก ลำปาง ลำพูน สุโขทัย เชียงราย เชียงใหม่ แพร่ แม่ฮ่องสอน บึงกาฬ นครพนม เลย และอุบลราชธานี ภาคเหนือ ตรวจวัดได้ 55.7 – 217.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 27.9 – 190.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการกำลังพลเร่งดำเนินการตรวจหาไฟและดับไฟอย่างต่อเนื่อง โดยขอความร่วมมือประชาชนงดการเผาทุกชนิด เพื่อลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) และป้องกันมลพิษทางอากาศ เพื่อป้องกันสุขภาพของประชาชน อีกทั้งขอให้ประชาชนดูแลสุขภาพ หากมีความจำเป็นควรสวมใส่หน้ากากอนามัยและอุปกรณ์ป้องกันตัวเองเมื่อออกนอกบ้าน ปฏิบัติตนตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข และติดตามสถานการณ์ฝุ่นละอองได้ผ่านเว็บไซต์ Air4Thai.pcd.go.th หรือ ทางแอปพลิเคชัน Air4Thai
สำหรับการป้องกันโรคระบบทางเดินหายใจ จากฝุ่น PM2.5 แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ช่วงวันขึ้นปีใหม่ไทย ถือเป็นโอกาสดีที่ประชาชนจะได้ใช้เวลาร่วมกับครอบครัว และสามารถเริ่มต้นสิ่งดี ๆ ด้วยการทำความสะอาดบ้านและที่พักอาศัยให้ถูกสุขลักษณะ นอกจากจะช่วยลดฝุ่นละอองและเชื้อโรคสะสมแล้ว ยังช่วยลดปัจจัยเสี่ยงต่อโรคระบบทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ และโรคติดเชื้อต่าง ๆ ที่มักเกิดขึ้นในช่วงอากาศร้อนและแห้ง กรมอนามัย แนะนำ “5 ขั้นตอนทำความสะอาดบ้าน” ได้แก่ 1) จัดระเบียบสิ่งของ ลดของไม่จำเป็น เพื่อลดแหล่งสะสมฝุ่น 2) กำจัดหยากไย่ ฝุ่น และขยะ ทั้งภายในและรอบบ้าน 3) เช็ดถูพื้นผิว โดยเฉพาะจุดสัมผัสร่วม เช่น ลูกบิดประตู ราวบันได โต๊ะ ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสม 4) ทำความสะอาดห้องน้ำอย่างสม่ำเสมอ ด้วยน้ำยาที่ได้มาตรฐาน และ 5) คัดแยกขยะอย่างถูกวิธี ทั้งขยะอินทรีย์ รีไซเคิล อันตราย และขยะทั่วไป เพื่อลดการปนเปื้อนและส่งเสริมสิ่งแวดล้อม และขณะที่ทำความสะอาดบ้านควรเปิดประตูหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทสะดวก ลดการสะสมของฝุ่นในอากาศภายในบ้าน และหากอยู่ในพื้นที่ที่มีค่าฝุ่น PM2.5 สูง ควรสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นขณะทำความสะอาด รวมถึงหลีกเลี่ยงการกวาดแบบแห้ง ควรใช้วิธีเช็ดถูแบบเปียกเพื่อลดการฟุ้งกระจายของฝุ่น เน้นย้ำ การสร้าง “บ้านสะอาดปลอดฝุ่น” ควรทำควบคู่กับพฤติกรรมสุขภาพอื่น ๆ เช่น ล้างมือเป็นประจำ หลีกเลี่ยงการนำรองเท้าเข้าบ้าน และจัดมุมบ้านให้เป็นพื้นที่ปลอดฝุ่น (Clean Zone) โดยเฉพาะสำหรับเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบาง ประชาชนสามารถติดตามคำแนะนำด้านสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์อนามัยมีเดีย หรือเว็บไซต์กรมอนามัย เพื่อให้สามารถดูแลตนเองและครอบครัวได้อย่างปลอดภัยในช่วงเทศกาลสงกรานต์และฤดูร้อนอย่างเหมาะสม








