“เอกนิติ” เร่งส่งเสริมความร่วมมือการค้า การลงทุนไทย-สหรัฐ-จีน-ญี่ปุ่น-สิงคโปร์ สู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล ย้ำไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพประชุม IMF-WB ตุลาคมนี้

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ในช่วงวันที่ 15 – 17 เมษายน 2569 โดยได้เข้าร่วมหารือกับสภาหอการค้าสหรัฐอเมริกา (US Chamber of Commerce) ระหว่างการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Spring Meetings) ปี 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยย้ำว่ารัฐบาลไทยมีเสถียรภาพสูงและเห็นความสำคัญของความร่วมมือและการลงทุนระหว่างไทยและสหรัฐ โดยเฉพาะการยกระดับเทคโนโลยีและทักษะแรงงานในอุตสาหกรรมในประเทศไทย โดยผู้แทนสภาหอการค้าสหรัฐฯ ประสงค์ที่จะขยายการลงทุนในประเทศไทยต่อไป

ในเวที IMF Governor Talks ได้แสดงวิสัยทัศน์ต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและบทบาทของภูมิภาคเอเชียรวมทั้งประเทศไทย เน้นย้ำการยกระดับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) การพัฒนาทุนมนุษย์ และการปรับปรุงกฎระเบียบ โดยรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงานและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ผ่านกรอบนโยบาย “4T” ได้แก่ Target (การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า) Transition (การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด) Transformation (การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ) และ Together (ความร่วมมือจาก ทุกภาคส่วน) ควบคู่กับการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เช่น Smart Grid เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า และการส่งเสริมกลไก Direct Power Purchase Agreement (Direct PPA) ขยายการใช้พลังงานหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ เร่งลงทุนในเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว โดยเน้นย้ำว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถเป็น “แรงยึดเหนี่ยว” ของระบบเศรษฐกิจโลกได้ ซึ่งไทยในฐานะเจ้าภาพการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF–World Bank Annual Meetings) ในเดือน ตุลาคม 2569 ณ กรุงเทพมหานคร จะขับเคลื่อนการประชุมภายใต้แนวคิด “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” เพื่อเปิดมุมมองใหม่ของความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในยุคที่โลกเผชิญความท้าทายรอบด้าน และยกระดับบทบาทของอาเซียนในฐานะพลังขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป

ในโอกาสนี้ ได้หารือทวิภาคีกับผู้แทนสหภาพยุโรป จีน ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจโลกและยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการลงทุน

ในการหารือกับสหภาพยุโรป โดยมีนาย Kyriakos Pierrakakis ประธาน EuroGroup และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและการคลัง สาธารณรัฐเฮลเลนิก (กรีซ) ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องขยายความร่วมมือด้านการลงทุน โดยเฉพาะในสาขาพลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า เศรษฐกิจดิจิทัล อุตสาหกรรมขั้นสูง และส่งเสริมการเชื่อมโยงเงินทุนจากยุโรปสู่โอกาสการเติบโตใหม่ของไทย

ส่วนความร่วมมือกับจีน ได้หารือกับ นายหลาน ฝัว อัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจร่วมกัน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอนาคต ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) AI Robotic และเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งแนวโน้มการลงทุนของจีนในประเทศอาเซียนรวมทั้งไทยจะเน้นที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัล

ขณะที่ญี่ปุ่นได้หารือกับ Ms.Satsuki Katayama รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังญี่ปุ่น เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการยกระดับผลิตภาพ การปฏิรูปเศรษฐกิจ การมีกฎระเบียบที่เอื้อต่อการสร้างเพื่อสนับสนุนการเติบโตของเทคโนโลยีใหม่ และยกระดับฐานการผลิตญี่ปุ่นในไทยเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าและเศรษฐกิจสีเขียว โดยญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ การพัฒนาทักษะแรงงาน และการลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูง        

นอกจากนี้ ยังได้หารือทวิภาคีกับ Indranee Rajah รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังสิงคโปร์ เกี่ยวกับผลกระทบจากความขัดแย้งในอิหร่านและความเสี่ยงต่อการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยใช้โอกาสจากการเป็นประธานอาเซียนต่อเนื่องของสิงคโปร์ในปี 2570 และไทยในปี 2571 เพื่อผลักดันวาระการเงินของภูมิภาคในลักษณะต่อเนื่องระยะกลางอย่างเป็นระบบ  เช่น การบูรณาการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในภาคการเงินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ และ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาค (ASEAN Power Grid )

รวมถึงได้หารือกับ Ambassador Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา โดยไทยเน้นย้ำความตั้งใจในการร่วมมือกัน ซึ่งฝ่ายสหรัฐฯ ได้แลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์กับรัฐบาลไทย เพื่อนำไปสู่ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างกัน

นอกจากนี้ ดร.เอกนิติ ยังได้ร่วมเสวนาเศรษฐกิจโลก “The Debate on the Global Economy” เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 โดยกล่าวว่าในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ เช่นเดียวกันกับหลายประเทศ จึงได้รับผลกระทบมากทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะอุปสงค์อ่อนแอและเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง (Stagflation) ได้ในที่สุด ความมั่นคงทางเศรษฐกิจจะกลายเป็นรากฐานสำคัญที่นักลงทุนใช้พิจารณา ประเทศไทยจึงมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) โดยชูจุดแข็งเรื่องความเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Secure Place) ควบคู่กับการปฏิรูปกฎระเบียบและลดขั้นตอนที่ยุ่งยากเพื่อยกระดับผลิตภาพของประเทศ โดยมีแผนเร่งด่วนในการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน (Energy Transition) อีกทั้งได้เน้นย้ำว่าดุลการชำระเงินของไทยยังคงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งมาก มีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นมากกว่า 2.5 เท่า หรือเทียบเท่ากับการนำเข้าถึง 10 เดือน พร้อมทั้งสนับสนุนให้สถาบันการเงินระดับโลกอย่าง IMF และธนาคารโลก เข้ามามีบทบาทสำคัญในการประสานความช่วยเหลือและระดมทุนให้แก่ประเทศที่ต้องการการสนับสนุน โดยรากฐานที่มั่นคงจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกไปสู่ “New Horizons” ซึ่งเป็นธีมหลักของการประชุมประจำปี IMF–World Bank ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพ  

ขณะเดียวกัน ดร.เอกนิติ พร้อมนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้หารือทวิภาคีกับนาง Kristalina Georgieva กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เพื่อยืนยันความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุม Annual Meetings ปี 2569 และวันที่ 17 เมษายน 2569 ได้หารือทวิภาคีกับนายอาเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลก เกี่ยวกับกรอบความร่วมมือระหว่างไทยและธนาคารโลก โดยมีโครงการสำคัญ คือ Low Carbon City Project ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาดและเศรษฐกิจสีเขียว และการเข้าถึงบริการทางการเงินผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล (digital financial inclusion) โดยธนาคารโลกกล่าวชื่นชมประเทศไทยในการนำ digital finance และ AI เข้ามายกระดับทักษะ คุณภาพชีวิตและผลิตภาพให้ประชาชน อีกทั้งได้หารือถึงความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอโมเดลการพัฒนาของไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สู่สายตาโลก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง