นายกฯ ย้ำจัดทำงบฯ ปี 2570 ต้อง “ตรงเป้า แม่นยำ” ตอบโจทย์นโยบายสำคัญ 5 ด้านยึดหลักความคุ้มค่าเกิดประโยชน์สูงสุด

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยระบุว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายในครั้งนี้มีความแตกต่างจากที่ผ่านมา เนื่องจากประเทศไทยกำลังเผชิญสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ดังนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน โดยเริ่มจากการทบทวนและปรับลดงบประมาณในโครงการที่ไม่จำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุด การจัดทำงบประมาณจะต้อง “ตรงเป้า แม่นยำ” และตอบโจทย์นโยบาย “10 พลัส” เพื่อพาประเทศก้าวผ่านวิกฤต ควบคู่กับการวางรากฐาน
การพัฒนาอย่างยั่งยืน และเร่งหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง โดยรัฐบาลกำหนดกรอบนโยบายสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่

1. เศรษฐกิจ มุ่งกระจายรายได้ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และส่งเสริมการค้า เกษตร และการท่องเที่ยว
ผ่านนโยบายพุ่งเป้าเฉพาะกลุ่ม

2. การต่างประเทศและความมั่นคง เสริมบทบาทไทยในเวทีโลก เร่งผลักดันเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 ควบคู่กับการยกระดับความมั่นคงชายแดนและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

3. สังคม ยกระดับการศึกษา สุขภาพ เสริมสร้างความเข้มแข็งครอบครัวและชุมชน ผ่านนโยบาย
สูงวัยพลัส และการศึกษาเท่าเทียมพลัส

4. ภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม ยกระดับระบบบริหารจัดการน้ำและการรับมือภัยพิบัติ และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 ผ่านนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวพลัส

5. การบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย เพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐให้เป็น “ราชการทันใจ” ปราบคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง ด้วยนโยบาย AI พลัส และไทยแลนด์ พลัส

สำหรับกรอบวงเงินงบประมาณปี 2570 อยู่ที่ 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเพียง 7,400 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.2 เท่านั้น ขณะที่ภาระรายจ่ายจำเป็นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้การใช้งบประมาณยึดหลักความคุ้มค่า และงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-based Budgeting) โดยพิจารณาจากความจำเป็น ความเร่งด่วน และความเหมาะสมของสถานการณ์ พร้อมปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นอย่างจริงจัง พร้อมกำหนด “กฎเหล็ก” ว่า การขอรับงบประมาณเพิ่มจะต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของปีที่ผ่านมา และต้องเป็นรายจ่ายลงทุนเท่านั้น รวมทั้งขอให้ทุกหน่วยรับงบประมาณปรับลดคำขอตั้งงบประมาณสำหรับการศึกษาดูงาน และการปรับลดการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ของหน่วยงาน โดยให้เน้นการเช่ามากกว่า หรือหากมีความจำเป็น ขอให้ใช้การลงทุนในรูปแบบของการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public – Private Partnership: PPP) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตของประเทศไทย (Thailand Future Fund) และเสนอคำขอตั้งงบลงทุนเท่าที่จำเป็น

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญของการรักษาอธิปไตยของประเทศ โดยต้องเสริมความพร้อมด้านความมั่นคงอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้มีความทันสมัยและเพียงพอ ขอให้กองทัพร่วมกับสำนักงบประมาณวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการปกป้องอธิปไตย รักษาเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของชาติ ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคงอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง และให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transformation) โดยส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด อาทิ การใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือรถยนต์ Hybrid ในภาครัฐ รวมถึงการติดตั้ง Solar Rooftop ในหน่วยงานต่างๆ เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานในระยะยาว

โอกาสนี้นายกรัฐมนตรีได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านงบประมาณ ระหว่าง 5 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงาน ป.ป.ช. และสำนักงาน ป.ป.ท. เพื่อยกระดับความโปร่งใส ลดการทุจริต และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณของภาครัฐ

ด้านนายกรณินทร์ กาญจโนมัย รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวชี้แจงถึงการปรับปรุงปฏิทินงบประมาณปี พ.ศ. 2570 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 เพื่อให้พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สามารถประกาศใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นของปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยขอให้หน่วยรับงบประมาณดำเนินการ 2 เรื่อง คือ 1. ทบทวนความเหมาะสม วิเคราะห์และจัดทำรายละเอียดคำของบประมาณ 2. ทบทวนงบประมาณรายจ่ายแผนงานบูรณาการ และรายการทางการเงินที่เกี่ยวกับเงินนอกงบประมาณ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีเจ้าสังกัด พิจารณาให้ความเห็นชอบและส่งให้สำนักงบประมาณในรูปแบบเอกสาร และระบบ e-Budgeting ภายในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ปีนี้เป็นปีที่สำคัญมาก งบประมาณมีจำกัด ต้องทำงบประมาณแบบแม่นยำ ตรงเป้าหมาย ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาของประเทศ ยึดหลักการทำงบประมาณแบบฐานศูนย์ คำนึงถึงการใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่า 

สำหรับยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณที่จะเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณา วันที่ 21 เมษายน 2569 ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการจัดสรรงบประมาณให้สามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ และนโยบายสำคัญของรัฐบาล ให้บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนด เพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ และมุ่งแก้ไขปัญหาเร่งด่วน พร้อมกับโอกาสและความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและสังคม ภายใต้กรอบวงเงินที่มีจำกัด 3.788 ล้านล้านบาท โดยหน่วยรับงบประมาณต้องจัดลำดับความสำคัญในการเสนอคำขอ ตามความจำเป็น เร่งด่วน และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ให้ความสำคัญกับโครงการหรือการดำเนินการเพื่อเพิ่มงบประมาณรายจ่ายลงทุน และเสนอขอรับงบประมาณรายจ่ายประจำเท่าที่จำเป็น เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณมีความคุ้มค่า ประหยัด รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผล และสามารถเร่งรัดการกระจายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ ซึ่งในแต่ละยุทธศาสตร์จะมีจุดเน้นที่สำคัญ ได้แก่  

1. ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง มีจุดเน้นสำคัญ 4 ข้อ คือ สถาบันของชาติ การธำรงรักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ส่งเสริมการน้อมนำและเผยแพร่แนวทางพระราชดำริและการทรงงานตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้เกิดการปฏิบัติอย่างกว้างขวาง ยาเสพติดและอาชญากรรม บูรณาการบังคับใช้กฎหมาย ปราบปรามอาชญากรรม และการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างจริงจัง แก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นระบบ รักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ความมั่นคง แก้ไขปัญหาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ พัฒนาระบบการป้องกันประเทศ และศักยภาพของกองทัพ พัฒนาระบบทหารอาสาและการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร การต่างประเทศ การรักษาสมดุลกับทุกขั้วอำนาจและขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศด้วย “ทีมประเทศไทย” และเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าเป็นสมาชิก OECD ในปี 2571 โดยมีเป้าหมาย เพื่อให้ประชาชนอยู่ดี กินดี และมีความสุข บ้านเมืองมีความมั่นคงในทุกมิติ และทุกระดับ

2. ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน มีจุดเน้นสำคัญ 5 เรื่อง ได้แก่ การเกษตร ส่งเสริมการทำเกษตรยั่งยืน เพื่อยกระดับรายได้ และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย พัฒนาการทำเกษตรแม่นยำ ด้วย AI อุตสาหกรรม ส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศให้เอื้อต่อการพัฒนาและการปรับโครงสร้างไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมาย การท่องเที่ยว พัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวให้พร้อมรองรับการพักระยะยาวของนักท่องเที่ยวต่างชาติและยกระดับเมืองน่าเที่ยวสู่การสร้างมูลค่าสูง ยกระดับความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยว SMEs สร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทย และส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุน แก้ไขปัญหาหนี้สินของ SMEs สนับสนุนเทคโนโลยีของไทยในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ พัฒนาเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) สู่การวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่ โครงสร้างพื้นฐาน ปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ดำเนินโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน โดยมีเป้าหมาย เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้สูงขึ้น

3. ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ มีจุดเน้นสำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่ การศึกษา พัฒนาระบบการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นสูง ส่งเสริมการเรียนรู้ออนไลน์ พัฒนาระบบเชื่อมโยงการรับรองผลการเรียนรู้ เพื่อให้คนไทยสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ทันที (Skill Bridge) ส่งเสริมทักษะแห่งอนาคต อาทิ ทักษะดิจิทัล (Digital Literacy) ทักษะปัญญาประดิษฐ์ (AI) การพัฒนาคนทุกช่วงวัย พัฒนาศักยภาพคนไทยอย่างรอบด้านควบคู่กับทักษะพื้นฐานชีวิต ยกระดับสมรรถนะของแรงงานทุกกลุ่ม ผ่านการเพิ่มพูนทักษะความรู้ใหม่ (Upskill/Newskill) รวมถึงพัฒนาทักษะเดิม (Reskill) สาธารณสุข สร้างความสมดุลระหว่างการดูแลเชิงป้องกันและการรักษาพยาบาล มุ่งเน้นการแพทย์แม่นยำและการใช้เทคโนโลยี AI เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของการให้บริการ อาทิ การแพทย์ทางไกล (Telemedicine) พัฒนาระบบฐานข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลและเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลกลางของประเทศโดยมีเป้าหมาย เพื่อคนไทยเป็นคนดี คนเก่ง
มีคุณภาพ สังคมไทยมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อและสนับสนุนต่อการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต

4. ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม มีจุดเน้นที่สำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่ พลังทางสังคม ส่งเสริมการกระจายอำนาจทางการคลังให้ท้องถิ่นตามความพร้อมควบคู่กับการส่งเสริมเศรษฐกิจสูงวัย เพื่อให้เกิดการสร้างรายได้ พึ่งพาตนเองได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีสวัสดิการที่มั่นคง ความเสมอภาค จัดความคุ้มครองทางสังคมให้ประชาชนได้รับสวัสดิการที่เหมาะสม และสามารถรองรับผลกระทบจากวิกฤตสังคม และภัยพิบัติ เศรษฐกิจฐานราก พัฒนาทักษะทางการเงินให้คนไทยทุกกลุ่ม แก้ปัญหาหนี้แบบเบ็ดเสร็จและปรับโครงสร้างหนี้ โดยมีเป้าหมาย เพื่อสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ กระจายศูนย์กลางความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคม

5. ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีจุดเน้นที่สำคัญ 4 เรื่อง ได้แก่ เพิ่มพื้นที่สีเขียว ส่งเสริมให้เกิดการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เพิ่มพื้นที่ดูดซับก๊าซเรือนกระจกขยายพื้นที่สีเขียว ผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 พัฒนาระบบตลาดคาร์บอน PM2.5 ป้องกันและลดการเผาในภาคการเกษตร เพื่อลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 การบริหารจัดการปัญหามลพิษทางอากาศ บริหารจัดการน้ำ จัดระบบบริหารจัดการภัยพิบัติด้านน้ำให้มีการพยากรณ์และระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพโดยใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ และ AI ในการวิเคราะห์พยากรณ์ข้อมูลน้ำทั้งระบบและต้องมีความแม่นยำในระดับตำบล โดยมีเป้าหมาย เพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมอย่างมีคุณค่าและสมดุล

6. ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ มีจุดเน้นที่สำคัญ 4 เรื่อง ได้แก่ รัฐบาลดิจิทัล พัฒนารัฐบาลดิจิทัลเต็มรูปแบบ ปรับการบริการภาครัฐ “ราชการทันใจ” เปลี่ยนผ่านสู่ “ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ” ผลักดันร่างกฎหมายอำนวยความสะดวกและให้บริการสาธารณะฯ (Super License) การจัดเก็บข้อมูลภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ (Machine Readable) และเชื่อมโยงข้อมูลด้วย AI การเงินการคลัง เสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลัง แก้ไขกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง เพิ่มมาตรการจัดการคู่สัญญาภาครัฐที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสาธารณะ เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ กฎหมาย ยกเลิกกฎหมายและขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เร่งเสนอร่างชุดกฎหมาย Omnibus Law ปฏิรูปกฎหมายล้าสมัย ปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ธรรมาภิบาลภาครัฐ สร้างความโปร่งใสและธรรมาภิบาลภาครัฐ ยึดหลักคุณธรรมและมาตรฐานด้านจริยธรรมอย่างเคร่งครัด และต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบ โดยมีเป้าหมาย เพื่อให้ภาครัฐมีความทันสมัย มีสมรรถนะ ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส

โดยการทบทวนการจัดทำงบประมาณปี พ.ศ. 2570 เพื่อให้สอดคล้องกับการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา ตามแนวทางการบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามแนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งกำหนดให้มีกลไกการบริหารราชการแผ่นดินภายใต้แนวคิดการบริหารภาครัฐด้วยระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ หรือ คลัสเตอร์ จึงได้มีการกำหนดแผนบูรณาการของปี 2570 จาก 7 แผนบูรณาการ เหลือ 3 แผนบูรณาการ ได้แก่ 1. แผนบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 2. แผนบูรณาการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. ร่วมเป็นฝ่ายเลขานุการ และ 3. แผนบูรณาการรัฐบาลดิจิทัลในการจัดทำงบประมาณปี พ.ศ. 2570 ขอให้เป็นการจัดทำงบประมาณที่ตรงเป้าหมาย แม่นยำ ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาของประเทศ ตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง เน้นความคุ้มค่า ประหยัด โปร่งใส เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ รวมทั้งพิจารณาจัดลำดับความสำคัญของโครงการ ความจำเป็น เร่งด่วน และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล การดูแลความเป็นอยู่ของประชาชน การสนับสนุนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้กับประเทศแข่งขันได้ทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับสากล รวมทั้งจูงใจให้ภาคเอกชน และนักธุรกิจจากต่างประเทศ เข้ามาลงทุนในประเทศเพิ่มมากขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง