นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงผลการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา พร้อมประกาศ 5 นโยบายหลักเพื่อรับมือวิกฤติเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ โดยมุ่งดูแลค่าครองชีพประชาชน แก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตร เสริมศักยภาพผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สร้างสมดุลการส่งออก และยกระดับการให้บริการภาครัฐ
การดำเนินงานที่ผ่านมาใช้แนวทาง 7 นโยบาย Quick BIG WIN เพื่อดูแลเศรษฐกิจอย่างรอบด้าน ทั้งการรักษาระดับราคาสินค้าเกษตร การลดภาระค่าครองชีพ การเสริมความเข้มแข็งให้เอสเอ็มอี การดูแลเศรษฐกิจชายแดน และการเร่งเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) รวมถึงการรับมือมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกาและการเบี่ยงเบนทางการค้า ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกของไทยในปี 2568 ขยายตัวแตะกว่า 11 ล้านล้านบาท เติบโตร้อยละ 12 พร้อมเดินหน้าปรับปรุงกฎระเบียบและพัฒนาเทคโนโลยีบริการ รวม 19 โครงการ 80 กิจกรรม สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 73,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจปี 2569 ยังคงเผชิญความท้าทายจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลางและความผันผวนของราคาพลังงาน จึงกำหนดนโยบายเร่งด่วนควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว
นโยบายที่ 1 “การดูแลค่าครองชีพ สร้างรายได้ ยกระดับชุมชน” จะเน้นการเชื่อมโยงกับกลไกภาครัฐ ทั้งโครงการคนละครึ่งพลัส และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ภายใต้โครงการ ไทยช่วยไทย ลดค่าครองชีพประชาชนทุกกลุ่ม นำสินค้า เฮ้าแบรด์ และแบรนด์ทางเลือกมาลดราคาพิเศษ ขายผ่านห้าง และต่อยอด เพิ่มช่องทางการขาย ผ่านออนไลน์ รวมทั้งเตรียม ขยายช่องทาง ผ่าน 800 อำเภอ มาเป็นจุดขายสินค้า ที่จะทำให้ทันภายใน 1 พฤษภาคม ไปจนถึงใช้ ไปรษณีย์ไทย ที่มีสาขาทั่วประเทศ เป็นคลังสินค้า(ดีซี) เพื่อให้ร้านค้าในเครือข่ายกองทุนหมู่บ้านมาร่วมด้วย เพื่อให้สินค้าลงในระดับหมู่บ้านและจะใช้เครือข่ายร้านค้าธงฟ้า ที่มีแสนร้านทั่วประเทศ และรถเร่ หรือ รถพุ่มพ่วง เพื่อเติมสินค้าราคาถูกให้ทั่วถึง ขณะที่ เฟสต่อไป จะช่วยเอสเอ็มอี ที่เป็นเจ้าของสินค้า ผลิตเอง มาต่อยอด ไทยช่วยไทย มาขายผ่านออฟไลน์ และออนไลน์ กับ 5 แพลตฟอร์ม ซึ่งจะไม่คิดค่ากำไรส่วนต่าง(GP) นอกจากนี้ ยังมีนโยบายบริหารจัดการต้นทุน ให้ผู้ประกอบการและเกษตรกร ในการดูแลเม็ดพลาสติก ปุ๋ย ผ่านกิจกรรมปุ๋ยธงเขียว และเมล็ดพันธุ์ ส่วนนโยบายการกำกับดูแลราคาสินค้า โดยเฉพาะสินค้าควบคุม จะใช้วิธีการเจรจาเพื่อให้ผู้ผลิตสินค้าบริหารจัดการต้นทุนก่อน และพิจารณาจากโครงสร้างต้นทุนเป็นหลัก ซึ่งจะดูให้สมเหตุสมผล ถึงความจำเป็นของผู้ประกอบการ และผู้บริโภคได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
นโยบายที่ 2 นโยบายรักษาเสถียรภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรทั้งระบบ เน้นการควบคุมปริมาณผลิตให้ตรงเหมาะสมกับความต้องการของตลาด-ยกระดับคุณภาพ-สร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งเสริมการแปรรูป / และการเจาะตลาดเพิ่มเติมนอกจากนี้ยังคุมเข้มไม่ให้เกษตรกรถูกเอาเปรียบ
นโยบายที่ 3 นโยบายสร้างความเข้มแข็งให้เอสเอ็มอี และชุมชน ทั้งการอัพสกิล-รีสกิล ขยายเครือข่ายและสร้างผู้ประกอบการผ่านแฟรนไชส์ พัฒนาเศรษฐกิจชุมชนด้วยสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ จีไอ คาดว่าจะสร้างมูลค่าทางการตลาดสู่ชุมชน รวมกันกว่า 117,000 ล้านบาท รวมถึงเร่งเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันด้วยทรัพย์สินทางปัญญา การป้องกันและปราบปรามนอมินี ป้องกันการทะลักของสินค้านำเข้าและแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้าไทย ที่สำคัญ คือ สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ
นโยบายที่ 4 สร้างสมดุลการส่งออก เน้นการเพิ่มสัดส่วนของเอสเอ็มอี ในโครงสร้างการส่งออก และสนับสนุนการใช้ Local content มาแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม ลดการพึ่งพาตลาดเดิม แต่ยังรักษาระดับ ทั้งตลาดสหรัฐและจีน – การบุกตลาดใหม่เพิ่มเติม เช่น อียู อินเดีย ลาตินอเมริกา และ แอฟริกา รวมทั้งการสร้างสมดุลการค้าภาคบริการ เน้นยกระดับท่องเที่ยวมูลค่าสูง ทั้งในเชิงสุขภาพ และสังคมสูงวัย
นโยบายที่ 5 การยกระดับเทคโนโลยีการให้บริการ และปลดล็อคกฎระเบียบ ภายใต้ MOC Plus “จุดเดียว จบจริง” ตามนโยบายเพื่อเข้าสู่การเป็น รัฐบาลดิจิทัล ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ มาบริหารจัดการสินค้าเกษตร ทั้งช่วยในการ คาดการณ์ปริมาณผลผลิตล่วงหน้า และการวิเคราะห์ตลาด








