นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เชิญนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เข้าพบ ก่อนที่จะมีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ
ภายหลังการประชุม นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้มีการพูดคุยเรื่องการบริหารจัดการพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นสาระสำคัญ และเรื่องการจัดตั้งคณะพูดคุยสันติสุข ซึ่งเป็นการหมดวาระเนื่องจากพ้นตำแหน่งของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา โดยในแต่ละรัฐบาล ต้องมีการแต่งตั้งผู้แทน ทั้งผู้แทนเจรจา และคณะกรรมการที่มากำกับดูแลในแต่ละด้านของความมั่นคง ทั้งนี้ได้แต่งตั้งนายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ มาเป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ อีกทั้งที่ประชุมยังได้เห็นชอบยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างไทย-กัมพูชา ปี 2544 พร้อมระบุว่า MOU 44 สามารถยกเลิกได้โดยไม่จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ร่วมลงนาม ทั้งนี้หลังมีการยกเลิก MOU 44 จะใช้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 (UNCLOS) เป็นหลักในการดำเนินการแทน สำหรับ MOU 43 ที่ประชุมยังให้คงไว้ตามเดิม เนื่องจากยังไม่มีประเด็นเพิ่มเติมที่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนในขณะนี้
สำหรับเหตุผลในการยกเลิก MOU44 มีดังนี้
1. MOU 44 เป็นกรอบการเจรจาการบริหารทรัพยากรร่วมกัน ที่อยู่ใต้ทะเล ระหว่าง ไทย และ กัมพูชา แต่ 20 กว่าปีที่ผ่านมา มีการเจรจากันเพียง 5 ครั้ง และไม่ได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์แก่ทั้ง 2 ประเทศ ตรงกันข้ามกลับทำให้เกิดข้อพิพาทเรื่องเขตแดนทางทะเล ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศ และไม่มีแนวทางที่จะทำให้เกิดการพัฒนา และบริหารทรัพยากรร่วมกันได้
2. การยกเลิก MOU 44 เพื่อเป็นการยุติการเจรจาตามกรอบ MOU 44 หากฝ่ายกัมพูชายังคงต้องการ หรือเห็นประโยชน์จากการพัฒนา และบริหารทรัพยากรใต้ทะเล ร่วมกับไทยอีก ขอให้แสดงเจตนารมณ์ หรือแจ้งมาให้ทราบ เพื่อที่จะได้จัดกรอบการเจรจากันใหม่ ที่มีความเป็นไปได้ โดยไม่นำไปสู่ข้อพิพาทเรื่องเขตแดนทางทะเล เช่นที่ผ่านมา
3. ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง ไทย และ กัมพูชา หลายครั้ง ในช่วงเวลา 25 ปีที่ผ่านมา หลังจากมีการทำ MOU 44 เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การเจรจาไม่คืบหน้า และไม่บรรลุเป้าหมายของ MOU 44 ที่กำหนดไว้ และหากสถานการณ์ความขัดแย้งยังคงมีอยู่เช่นปัจจุบันนี้ การเจรจาเพื่อพัฒนาและบริหารทรัพยากรใต้ทะเล ร่วมกัน เป็นเรื่องที่ยาก หลักการสำคัญคือต้องตกลงเขตแดนทางทะเลให้ได้ก่อน แล้วจึงหาแนวทางพัฒนา และบริหารร่วมกันบนพื้นฐานความจริงใจและแบ่งปันด้วยความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย
การมี MOU 44 อายุ 25 ปี เจรจากันเพียง 5 ครั้ง ไม่สามารถดำเนินการได้ตามวัตถุประสงค์ ย่อมแสดงให้เห็นว่า MOU ฉบับนี้ ไม่อาจนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายได้ การมีอยู่ของ MOU 44 นอกจากจะไม่สร้างประโยชน์แล้ว ยังก่อให้เกิดความหวาดระแวง ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ อีกด้วย จึงเห็นควรที่ต้องยกเลิก และวางกรอบการเจรจากันใหม่ เพื่อลดความขัดแย้ง และนำทรัพยากรมาใช้เป็นประโยชน์ได้จริง
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 นายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา โดยกล่าวถึงนโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคงของไทย ในหัวข้อที่ 9 ประเด็นการส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบและการแก้ไขปัญหาข้ามแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อสร้างความสงบสุขให้กับสังคมไทย ในหัวข้อย่อย (9.2) ย้ำชัดว่า มุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ รวมทั้งเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก MOU 2544 ซึ่งในที่ประชุม สมช. ครั้งนี้ได้มีมติเห็นชอบด้วยแล้ว สำหรับขั้นตอนหลังจาก สมช. มีมติแล้ว จะเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา และมีมติคณะรัฐมนตรี เพื่อให้กระทรวงการต่างประเทศ ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
ขณะที่นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เปิดเผยว่า ที่ประชุมเห็นชอบร่วมกัน 5 เรื่อง ได้แก่
1. มอบหมายกระทรวงศึกษาธิการ จัดระบบบริหารจัดการการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งในระดับโครงสร้าง ระดับวัฒนธรรม และระดับบุคคล เพื่อดูแลโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามอย่างเหมาะสม พร้อมทั้งประสานงานด้านระบบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
2. เห็นชอบการเพิ่มประสิทธิภาพสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ระบบปกติในอนาคต โดยจะพิจารณางบประมาณบางส่วนเพื่อนำเสนอในขั้นตอนต่อไป สำหรับใช้ในการอบรมและเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ในอนาคต
3. เห็นชอบความร่วมมือกับประเทศมาเลเซีย เพื่อส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่ด้านเศรษฐกิจให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน รวมถึงการประสานงานด้านการบังคับใช้กฎหมายกับบุคคลที่กระทำผิด โดยจะมีมาตรการความร่วมมือที่ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น ตลอดจนการบริหารจัดการชายแดน เพื่อติดตามช่องทางและควบคุมการเข้า-ออกของบุคคลให้เหมาะสม โดยเฉพาะกลุ่มที่อาจเคลื่อนย้ายอาวุธหรือกำลังคนเข้ามาก่อความไม่สงบ ซึ่งไทยและมาเลเซียจะเพิ่มความร่วมมืออย่างใกล้ชิดมากขึ้น ส่วนกระบวนการพูดคุยสันติสุข นอกจากการดำเนินการร่วมกับมาเลเซียแล้วจะให้ความสำคัญกับกระบวนการพูดคุยภายในประเทศควบคู่กันไป เพื่อให้ทั้ง 2 ส่วนเชื่อมโยงกัน และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ
4. เห็นชอบแต่งตั้ง นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุข โดยมี สมช. เป็นฝ่ายเลขานุการ
5. เห็นชอบแต่งตั้งผู้แทนของรัฐบาล เพื่อสานต่อจากรัฐบาลชุดที่แล้ว โดยกำหนดบุคคลที่มีความรู้และประสบการณ์ เป็นตัวแทนในการประสานและเชื่อมโยงการแก้ปัญหาภาคใต้ โดยไม่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบแต่งตั้งที่ปรึกษาสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในด้านต่างๆ รวม 7 ด้าน โดยมีพล.อ.สุพจน์ มาลานิยม อดีตเลขาธิการ สมช. เป็นหัวหน้าคณะที่ปรึกษา ซึ่งจะประกอบด้วยข้าราชการ นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง เพื่อร่วมสนับสนุนการทำงานในระยะต่อไป นอกจากนี้ พล.ท. นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (ผอ.รมน.ภาค 4) เข้าเยี่ยมคารวะและหารือกับนายอรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตลอดจนรับฟังข้อเสนอแนะแนวทางการดำเนินงานด้านกิจการศาสนาอิสลาม โดยจุฬาราชมนตรีได้กล่าวแสดงความขอบคุณที่ให้การสนับสนุนกิจการศาสนาอิสลามด้วยดีมาโดยตลอด เพื่อเสริมสร้างประโยชน์แก่ชาวมุสลิมและสังคมไทยโดยรวม และยืนยันความพร้อมในการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานภาครัฐทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด ซึ่งการเข้าพบในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น และการประสานความร่วมมืออย่างมีเอกภาพระหว่างภาครัฐและองค์กรศาสนาอิสลาม ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนกิจการศาสนาอิสลามของประเทศ และส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนต่างศาสนาในสังคมไทยให้ยั่งยืนต่อไป








