นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ติดตามสถานการณ์ผลผลิตทุเรียนปี 2569 พร้อมตรวจเยี่ยมแหล่งผลิตจริง ณ สวนสมพงษ์ (ทุเรียน 100 ล้าน) ตำบลจันทเขลม อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี เพื่อดูระบบบริหารจัดการคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยได้เยี่ยมชมการผลิตทุเรียนคุณภาพเพื่อการส่งออกของนายสมพงษ์ กลีบมาลี เกษตรกรต้นแบบ พร้อมสาธิตการตัดทุเรียนตามมาตรฐาน และเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์แปรรูป รวมถึงทุเรียนคุณภาพภายใต้แบรนด์ “Q-Chan” ซึ่งเป็นระบบควบคุมคุณภาพตลอดห่วงโซ่การผลิต
นางศุภจี คาดว่า ปี 2569 ผลผลิตทุเรียนทั้งประเทศจะอยู่ที่ประมาณ 2.071 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 33 โดยภาคตะวันออกมีผลผลิตประมาณ 0.998 ล้านตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 48 ของทั้งประเทศ และจะออกสู่ตลาดสูงสุดในช่วงเดือนพฤษภาคม นี้ ปัจจุบันทุเรียนไทยส่งออกประมาณร้อยละ 70 และบริโภคในประเทศร้อยละ 30 จึงมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการบริโภคในประเทศ เพื่อรองรับผลผลิตที่เพิ่มขึ้นและรักษาเสถียรภาพราคา โดยกรมการค้าภายในร่วมมือกับทุกภาคส่วน ตั้งเป้าระบายผลผลิตในประเทศ ไม่ต่ำกว่า 450,000 ตัน ผ่านการเชื่อมโยงตลาดกลาง ห้าง Modern Trade กว่า 350,000 ตัน ควบคู่กับการขายผ่านไปรษณีย์ไทยและช่องทางออนไลน์ ซึ่งร่วมมือกับ TikTok ผลักดัน Live Commerce ขยายตลาด เข้าถึงคนรุ่นใหม่
นอกจากนี้ได้ส่งกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เป็นทีมด่านหน้า ไปที่ประเทศจีน เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการส่งออก ซึ่งปีที่ผ่านมา ทุเรียนไทยสร้างรายได้จากการส่งออกกว่า 140,000 ล้านบาท ตั้งเป้าส่งออกทุเรียนปี 2569 ไม่น้อยกว่า 1 ล้านตัน เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรทั้งในจันทบุรี ภาคตะวันออก และภาคใต้ ส่งเสริมการแปรรูป โดยเฉพาะการพัฒนาทุเรียนแช่แข็ง ห้องเย็น และผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เพื่อเพิ่มมูลค่า ยืดอายุสินค้า และกระจายรายได้ทั้งปี ส่วนปัญหาการตัดทุเรียนอ่อนในช่วงที่ผ่านมา จนส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ทุเรียนไทยในตลาดโลก จึงต้องควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด ทุเรียนต้องได้มาตรฐาน เช่น ค่าความสุกหรือเปอร์เซ็นต์แป้งต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ 32 หากรักษาคุณภาพได้ ราคาจะไม่ตก และตลาดจะเชื่อมั่นในระยะยาว ทั้งนี้ปัจจุบันราคาทุเรียนเกรด AB อยู่ที่ประมาณ 135–140 บาทต่อกิโลกรัม นอกจากนี้ยังเดินหน้าสร้างแบรนด์ประเทศ ผ่านแนวคิด “Thailand: The Land of Tropical Fruits” โดยใช้ช่องทางออนไลน์และคอนเทนต์ดิจิทัล เพื่อสื่อสารภาพลักษณ์ทุเรียนไทยคุณภาพสู่ผู้บริโภคทั่วโลก ผลักดันทุเรียนไทยให้เป็นสินค้ามูลค่าสูง และสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้ประเทศ
พร้อมกันนี้ยังได้เป็นประธานสักขีพยานการลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกรมการค้าภายในกับบริษัท TikTok Technologies Ltd. เพื่อส่งเสริมการจำหน่ายผลไม้ไทยผ่าน TikTok Shop และ Live Commerce เชื่อมั่นว่าความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และขยายฐานผู้บริโภค โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติในประเทศไทย ผ่านการใช้คอนเทนต์ดิจิทัลและอินฟลูเอนเซอร์
ด้านนางชนิดา คล้ายพันธ์ Director of Public Policy บริษัท TikTok Thailand ระบุว่า ปีนี้ TikTok ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนคอนเทนต์เป็นยอดขายจริง โดยสินค้าเกษตรบน TikTok Shop เติบโตร้อยละ 15-20 และมีครีเอเตอร์ติดตะกร้ากว่า 1.8 ล้านราย ช่วยขยายการเข้าถึงสินค้า ในความร่วมมือครั้งนี้ TikTok ยินดีที่จะจัดแคมเปญส่งเสริมการขายร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ พร้อมคูปองและค่าจัดส่งรวมกว่า 6.5 ล้านบาท เพื่อเร่งระบายผลผลิต ควบคู่กลยุทธ์ 3S (Start–Skill–Scale) สนับสนุนเกษตรกรตั้งแต่เริ่มขายจนขยายยอด และร่วมผลักดันภาพลักษณ์ “Thailand: The Land of Tropical Fruits” ผ่านคอนเทนต์ดิจิทัล เพื่อสร้างการรับรู้ทุเรียนไทยในวงกว้าง
นอกจากนี้ นางศุภจีได้ร่วมกิจกรรมส่งเสริมการจำหน่ายทุเรียนไทย ผ่าน Live Commerce เจาะตลาดจีน ผ่านแพลตฟอร์มซื่อผิ่นฮ่าว โดยมี KOL เยี่ยน กงจู่ เยี่ยน เจินเสี่ยน (มีผู้ติดตาม 6 ล้านคน) ซึ่งกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้ร่วมมือกับบริษัท ไทยพาวิเลี่ยน จำกัด ร่วมโปรโมตการจำหน่ายทุเรียนไทย ร่วมกับ Top Thai Flagship Store ในจีน โดยการไลฟ์สดจะดำเนินต่อเนื่องตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม 2569 ผ่านแพลตฟอร์มชั้นนำอีกหลายแหล่ง อาทิ Douyin Kuaishou และ Taobao ที่เน้นประชาสัมพันธ์การเดินทางของทุเรียนคุณภาพของไทยไปสู่ผู้บริโภคชาวจีน คาดว่าจะสามารถจำหน่ายทุเรียนไทยได้ไม่น้อยกว่า 200 ตัน ภายใต้แนวคิด “From Farm to Table” เพื่อสร้างการรับรู้และความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าไทย ทั้งนี้จากการไลฟ์สดขายทุเรียนดังกล่าว เป็นเวลา 3 ชั่วโมง ได้รับการตอบรับอย่างดี มีชาวจีนติดตามชมกว่า 1.5 แสนราย และมีคำสั่งซื้อทันที 15 ล้านบาท
ด้าน ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำ ณ โครงการคลองส่งน้ำห้วยหลวง จังหวัดอุดรธานี เยี่ยมชมเทคโนโลยีระบบเฝ้าระวังและคาดการณ์อัจฉริยะที่จะเข้ามาเป็นหัวใจหลักในการทำงานยุคใหม่ พร้อมรับฟังปัญหา ทางออก และข้อเสนอการบริหารจัดการน้ำในสภาวะวิกฤตทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอเมือง โดยวางแนวทางขับเคลื่อนด้วยการสร้างฐานข้อมูลและศูนย์สั่งการระดับพื้นที่ ผลักดันศูนย์บริหารจัดการน้ำจังหวัดอุดรธานี ให้เป็นโครงการต้นแบบในการดึงข้อมูลจากคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติมาใช้จริงในระดับท้องถิ่น และมีแผนจะขยายผลไปยังทุกจังหวัดทั่วประเทศ กำชับให้ สสน. บูรณาการเชิงลึกร่วมกับกรมชลประทาน วางแผนการขุดลอกอย่างเป็นระบบทั้งในและนอกเขตชลประทาน เร่งติดตั้งสถานีโทรมาตรเพิ่มเติมให้ครอบคลุม และถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ระดับชุมชน เพื่อลดความสูญเสียจากปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ให้เหลือน้อยที่สุด
อีกทั้งได้เปิดตัวโครงการ “ปุ๋ยสั่งตัดเพื่อ(เกษตรกร)ไทย” เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยเคมีพุ่งสูงขึ้นและปัญหาดินเสื่อมโทรม ณ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. อุดรธานี จำกัด โดย ศ.ดร.ยศชนัน ระบุว่า เป็นการเปลี่ยนจากการใช้ปุ๋ยแบบเหมาจ่าย มาเป็นการใช้ปุ๋ยที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อสภาพดินในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งสามารถช่วยลดต้นทุนลงได้ถึงร้อยละ 40-60 และยังช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดินทำให้ดินกลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง โดยจะใช้กลไกของสหกรณ์การเกษตรติดตั้งเครื่องผลิตปุ๋ยและแพลตฟอร์มอัจฉริยะ เพื่อขยายผลไปสู่ระดับประเทศ มุ่งสร้างความมั่นคงทางอาหาร และความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทย ซึ่งได้เริ่มนำร่องที่สหกรณ์ในจังหวัดอุดรธานี และตั้งเป้าขยายไปยังสหกรณ์ต้นแบบ เพื่อพิสูจน์ประสิทธิภาพก่อนขยายผลทั่วประเทศ เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึง “แม่ปุ๋ย” ที่เหมาะสมกับดินและพืชของตนเอง
นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอนวัตกรรม “ปุ๋ยอินทรีย์เคมี” ที่นำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ตอซังข้าว มาแปรรูปและผสมกับแม่ปุ๋ยเคมี ซึ่งนอกจากจะรักษาประสิทธิภาพของผลผลิตแล้ว ยังช่วยฟื้นฟูสภาพดินในระยะยาว ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และยังเป็นความร่วมมือทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงแรงงาน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อร่วมกันยกระดับทักษะและสร้างอาชีพเสริมให้กับเกษตรกรในยามวิกฤต สร้างรอยยิ้มและความมั่นคงที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกรและแรงงานไทยทุกคน
ด้านนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันภาคเกษตรไทยกำลังเผชิญวิกฤตราคาปุ๋ยเคมีพุ่งสูงจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งประเทศไทยต้องนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศสูงถึงกว่าร้อยละ 40 โดยการส่งเสริมปุ๋ยอินทรีย์เคมีสั่งตัด จึงเป็นทางออกสำคัญในการลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียว และช่วยแก้ปัญหาดินเสื่อมโทรมจากการใช้สารเคมีต่อเนื่องยาวนาน ด้วยการเติมอินทรียวัตถุกลับคืนสู่ดินอย่างน้อยร้อยละ 10
โครงการนี้มีเป้าหมายติดตั้งชุดเครื่องผสมปุ๋ยและแพลตฟอร์มการจัดการปุ๋ยอัจฉริยะให้แก่สหกรณ์การเกษตร 30 แห่ง ในพื้นที่นำร่อง 3 จังหวัด ได้แก่ อุดรธานี ชัยนาท และเชียงราย เพื่อให้สหกรณ์ฯ เป็นศูนย์กลางการผสมปุ๋ยสั่งตัดและกระจายปุ๋ยคุณภาพในราคาที่เป็นธรรม
สำหรับโครงการ “ปุ๋ยสั่งตัดเพื่อ(เกษตรกร)ไทย” ถือเป็นโมเดลต้นแบบในการแก้ปัญหาปากท้องอย่างตรงจุด ในระยะแรกมีแผนดำเนินงาน 6 เดือน สิ้นสุดเดือนกันยายน 2569 มุ่งเน้นการติดตั้งชุดเครื่องผสมปุ๋ยและแพลตฟอร์มอัจฉริยะให้แก่สหกรณ์การเกษตรนำร่องเพื่อให้เกษตรกรได้ใช้ปุ๋ยที่ “ถูกดิน ถูกพืช และถูกราคา” พร้อมทั้งประเมินผลสัมฤทธิ์เพื่อพิจารณาขยายผลการติดตั้งและถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังจังหวัดอื่นต่อไปทั่วประเทศให้ครอบคลุมกลุ่มเกษตรกรในวงกว้าง โดยมีเป้าหมายสูงสุดในการยกระดับการเกษตรไทยสู่ “เกษตรแม่นยำ” ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยเพิ่มรายได้สุทธิจากการลดรายจ่ายและสร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่ประเทศอย่างยั่งยืน
ขณะที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่เดินทางลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ร่วมกับศ.ดร.ยศชนัน ยังได้ติดตามความคืบหน้าการยกระดับทักษะฝีมือแรงงานเพื่อรองรับตลาดงานทั้งในและต่างประเทศ ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี และติดตามกิจกรรมเตรียมความพร้อมเพื่อการทำงานในต่างประเทศ โดยมีการสาธิตการทดสอบภาษาเกาหลีและทักษะการทำงาน (Point System) ภายใต้ระบบการอนุญาตจ้างแรงงานต่างชาติ (EPS) เพื่อส่งแรงงานไปทำงานในสาธารณรัฐเกาหลีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งสำนักงานจัดหางานจังหวัดอุดรธานี ได้จัดนิทรรศการให้คำปรึกษาและลงทะเบียนรับสมัครคนหางานเพื่อไปทำงานในประเทศญี่ปุ่นภายใต้โครงการ IM Japan และโครงการ 3 ม. (มีงาน มีเงิน มีวุฒิ) นอกจากนี้ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 18 อุดรธานี ยังได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีในการจัดตั้งศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานในสาขาช่างไฟฟ้าภายในอาคาร ช่างเครื่องปรับอากาศ และผู้ประกอบอาหารไทย รวมถึงเป็นศูนย์ประเมินรับรองความรู้ความสามารถ เพื่อยกระดับแรงงานในพื้นที่ให้เป็นแรงงานฝีมือที่มีใบรับรองมาตรฐาน
นอกจากนี้ นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ณ วัดสุปัฏนารามวรวิหาร เปิดงานวันผู้สูงอายุแห่งชาติและวันแห่งครอบครัว จังหวัดอุบลราชธานี ประจำปี 2569 พร้อมมอบบัตรประจำตัวอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) ให้แก่ผู้แทนสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดอุบลราชธานีที่ผ่านการอบรม มอบสิทธิสวัสดิการสังคมต่างๆ ให้กลุ่มเปราะบาง ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ที่ศูนย์พัฒนาศักยภาพและอาชีพคนพิการบ้านทองพูนเผ่าพนัส พร้อมพบปะเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและคนพิการ โดยเน้นย้ำนโยบายขับเคลื่อนสังคม “อยู่ดี มีโอกาส” ด้วยระบบ Big Data และ Social Map เพื่อเติมสิทธิสวัสดิการสังคมให้กับกลุ่มเป้าหมายแบบอัตโนมัติและแม่นยำ และสร้างครอบครัวที่ปลอดภัย ด้วยทีมสร้างสุข ผ่าน “ศูนย์สร้างสุข” ทุกอำเภอ ให้ความช่วยเหลือเร่งด่วน เพื่อเสริมครอบครัวแข็งแรง และชุมชนเข้มแข็ง ยกระดับการดูแลเด็ก เยาวชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มุ่งเป้าพัฒนาที่อยู่อาศัย “บ้านเพื่อคนไทย” ตามหลัก Universal Design แก้ปัญหาหนี้สินกลุ่มเปราะบาง เพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตจากระดับครัวเรือน เร่งปั้นเศรษฐกิจสูงวัยผ่านโมเดล “1 ตำบล 1 ผู้บริบาล” เพื่อส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุและคนพิการให้มีรายได้และศักดิ์ศรี








