กระทรวงคมนาคม ภายใต้การนำของ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เดินหน้าขับเคลื่อนตามนโยบายและแนวทางรัฐบาลในการมุ่งลดภาระประชาชน สร้างโอกาสการเข้าถึง และยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย ผ่านการพัฒนาระบบคมนาคมที่ทันสมัย ปลอดภัย เชื่อมโยงไร้รอยต่อ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเร่งดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมใน 4 ภารกิจหลักที่ครอบคลุมทั้งมิติการเดินทาง เศรษฐกิจและความยั่งยืนของประเทศ ประกอบด้วย
1. ลดภาระค่าครองชีพ ควบคุมค่าโดยสาร ยกระดับความปลอดภัย เดินหน้าบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางของประชาชน ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์ราคาพลังงานโลก โดยกำกับดูแลอัตราค่าโดยสารให้มีความเหมาะสมและเป็นธรรม ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพการให้ความ “ปลอดภัย ตรงเวลา และเชื่อถือได้” โดยเดินหน้าโครงการ “DLT พร้อมซัปพอร์ต” หลังคณะรัฐมนตรีเห็นชอบกรอบวงเงินกว่า 2,060 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเยียวยาค่าน้ำมันให้กับผู้ประกอบการขนส่งที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ตั้งแต่วินมอเตอร์ไซค์ แท็กซี่ รถตู้ รถบัส ไปจนถึงรถบรรทุกโลจิสติกส์ เพื่อพยุงสภาพคล่อง และตรึงราคาค่าโดยสาร ไม่ให้เป็น ภาระประชาชน ล่าสุดมีผู้ลงทะเบียนแล้ว จำนวน 55,217 คน รวม 206,529 คัน จากกลุ่มเป้าหมาย 400,000 – 500,000 คัน พร้อมกันนี้ ได้เร่งผลักดันพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 ให้รถสาธารณะเป็น Feeder เชื่อมต่อ “ล้อ – ราง – เรือ” เพื่อปรับลดภาระค่าเดินทางของผู้โดยสารลงอย่างเป็นรูปธรรม และให้การเดินทางเชื่อมต่อหลายระบบเป็นไปอย่างสะดวกยิ่งขึ้น ขยายผลนโยบาย “รถไฟฟ้าเหมาจ่าย 40 บาทตลอดวัน” และศึกษาแนวทางการกำหนดค่าโดยสารแบบแบ่งโซน เพื่อสร้างความยั่งยืนของระบบในระยะยาว
ขณะที่นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม มอบหมายให้กรมการขนส่งทางบกเร่งศึกษาแนวทางการกำหนดกลไกคำนวณอัตราค่าโดยสารอัตโนมัติ ที่สามารถสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงตามสภาวะเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมสูงสุดต่อทั้งผู้ประกอบการและผู้โดยสาร กำหนดเป้าหมายเร่งด่วนในการจัดระเบียบรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชันให้เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ให้แล้วเสร็จภายใน 4 เดือน เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนที่มุ่งเน้นความสะดวกในการเดินทาง และมาตรฐานความปลอดภัยเป็นสำคัญ ลดข้อจำกัด และบรรเทาภาระของผู้ขับขี่ที่ต้องการหารายได้เสริม ให้สามารถประกอบอาชีพภายใต้กรอบของกฎหมายได้อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน
ด้านความปลอดภัย ได้ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในทุกโหมดคมนาคม ทั้งทางบก ราง อากาศ และน้ำ ควบคุมการก่อสร้างอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนให้เป็นไปตามหลักวิศวกรรมและมาตรฐานความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ไฟส่องสว่าง ป้ายเตือน และผิวจราจร ให้มีความชัดเจนและใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอด 24 ชั่วโมง ยกระดับความปลอดภัยโดยเตรียมปรับโครงสร้างตั้ง “ศูนย์ความปลอดภัยด้านคมนาคมขนส่ง” บูรณาการการสอบสวนอุบัติเหตุเชิงลึกทุกมิติ ทั้งทางถนน ราง น้ำ และอากาศ ด้านกรมการขนส่งทางบกจะคุมเข้มมาตรฐานวิศวกรรมยานยนต์และผู้ขับขี่ และมีมาตรการให้ผู้รับจ้างในโครงการก่อสร้าง ต้องมี “กองทุนเยียวยา หรือกรมธรรม์ประกันภัย ที่ครอบคลุมในการจ่ายเงินชดเชยแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบได้ทันที
ส่วนความปลอดภัยระบบขนส่งสาธารณะ จะยกระดับให้เป็นมาตรฐานระดับสูงเทียบเท่าอุตสาหกรรมการบิน โดยเพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายและกำหนดให้มีมาตรการแนะนำข้อมูลความปลอดภัยแก่ผู้โดยสารก่อนการเดินทางทุกครั้ง พร้อมบูรณาการการกำกับดูแลรถบรรทุก ควบคู่ไปกับการนำเทคโนโลยีมาพัฒนาระบบการตรวจสภาพรถให้มีความสะดวกและรวดเร็ว เพื่อลดภาระของผู้ประกอบการ โดยยังคงรักษามาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูงสุด บังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดในการสงวนสิทธิ์ใบอนุญาตขับรถสาธารณะสำหรับคนไทยเท่านั้น สำหรับความปลอดภัยของรถโรงเรียนให้ความสำคัญสูงสุดกับสวัสดิภาพ และความปลอดภัยของเยาวชนเป็นวาระเร่งด่วน โดยมีเป้าหมายบูรณาการรถรับส่งนักเรียนที่ยังอยู่นอกระบบ ให้เข้าสู่กระบวนการกำกับดูแลอย่างถูกต้อง เพื่อให้รถทุกคันผ่านเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยตามที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้จะนำบทเรียนจากเหตุการณ์ฉุกเฉินในอดีตมาวิเคราะห์เพื่อยกระดับมาตรการเชิงรุก โดยกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูงสุดสำหรับรถทัศนศึกษา
2. สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ เดินหน้าโครงการสำคัญให้เห็นผลจริง เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงาน โดยปรับแนวทางการใช้งบประมาณให้เกิดความคุ้มค่า เน้นการซ่อมบำรุงโครงสร้างพื้นฐานเดิม ควบคู่กับการเร่งรัดโครงการสำคัญเพื่อให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม (Quick Win) ได้แก่
– ทางบก เร่งรัดโครงการถนนพระราม 2 ทางพิเศษสายพระราม 3 – ดาวคะนอง – วงแหวนรอบนอกฯ และมอเตอร์เวย์ M82 ให้แล้วเสร็จตามแผน ตามมาตรการความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และเตรียมเปิดทดลองใช้มอเตอร์เวย์ M6 เพิ่มเติมในช่วงเทศกาล
– ทางราง เร่งเปิดใช้รถไฟทางคู่ ช่วงมาบกะเบา – ชุมทางถนนจิระ พัฒนาศูนย์กระจายสินค้าเขตลาดกระบัง เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งกับท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งในปัจจุบันมีปริมาณสินค้าปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 497,805 TEUs/ปี (TEUs หน่วยนับสินค้าที่บรรจุในตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งมีขนาดความยาว 20 ฟุต) การขนส่งสินค้าทางราง มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงขอให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ไปพิจารณาปรับแผนเพื่อรองรับการขนส่งสินค้าทางรางที่เพิ่มมากขึ้น โดยให้ตั้งเป้าหมายรองรับปริมาณสินค้าสำหรับปี 2570 ที่ 700,000 TEUs/ปี และเดินหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน
– ทางอากาศ ยกระดับความปลอดภัยท่าอากาศยาน ด้วยการใช้เทคโนโลยีป้องกันการรุกล้ำของอากาศยาน
ไร้คนขับ (โดรน) และมาตรการลดความเสี่ยงจากการบินชนนก (Bird Strike)
– ทางน้ำ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานท่าเทียบเรืออัจฉริยะ (Smart Pier) ในแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมผลักดันโครงการ Cruise Terminal และโครงการ Landbridge เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของประเทศ การเร่งรัดโครงการเหล่านี้ไม่เพียงสร้างการจ้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
3. สร้างโอกาสสู่ Green Transport ลดพลังงาน ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์พลังงานโลก กระทรวงคมนาคมเร่งปรับระบบขนส่งสู่ Green Transport เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดการพึ่งพาน้ำมัน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีมาตรการสำคัญ ได้แก่ การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในระบบขนส่งสาธารณะ เดินหน้าเปลี่ยนผ่านรถสาธารณะสู่ระบบ EV แบบครบวงจร ทั้งแท็กซี่ รถจักรยานยนต์รับจ้าง และรถตุ๊กตุ๊ก โดยรัฐจะเข้าไปอุดหนุนและแก้ปัญหา ทั้งระบบ เช่น การเพิ่มสถานีชาร์จ ลดเบี้ยประกันภัย และแก้ปัญหาอะไหล่ขาดแคลน อีกทั้งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จะนำรถเมล์ไฟฟ้า 1,520 คันมาให้บริการแทน รวมถึง บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ที่เตรียมศึกษา เปลี่ยนผ่านสู่รถ EV เพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 มุ่งสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Net Zero) ในปี 2593 นอกจากนี้จะศึกษาแนวทางการให้สิทธิประโยชน์เชิงรุก เช่น การยกเว้นภาษีรถประจำปีสำหรับรถ EV ใหม่สูงสุด 5 ปี การปรับลดภาษีเพื่อสนับสนุนกลุ่มผู้ให้บริการแท็กซี่ EV และการออกแบบแผ่นป้ายทะเบียนเฉพาะสำหรับรถ EV รวมถึงรถยนต์ไฮบริด (HEV) เพื่อรักษาสมดุลของฐานการผลิตยานยนต์ในประเทศ เร่งบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขข้อจำกัดในการใช้รถ EV อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านเบี้ยประกันภัยที่มีราคาสูงและการซ่อมบำรุง ควบคู่กับการส่งเสริมให้ภาคเอกชนร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP (Public-Private Partnership) มาพัฒนาเป็นสถานีอัดประจุไฟฟ้า พัฒนาศักยภาพบุคลากรของกรมการขนส่งทางบก และสถานตรวจสภาพรถเอกชนให้มีความเชี่ยวชาญด้านระบบแบตเตอรี่และการตรวจสภาพรถ EV เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูงสุดในทุกขั้นตอนการให้บริการ
อีกทั้งยังมีมาตรการปรับเปลี่ยนระบบไฟส่องสว่างบนถนนเป็น LED และการพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในโครงข่ายทางหลวง เพื่อช่วยลดการใช้พลังงานโดยรวมของประเทศ แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดต้นทุนในระยะยาว แต่ยังมีส่วนสำคัญในการลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 และยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นพื้นฐานของคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน
ขณะที่กรมการขนส่งทางบกจะพลิกโฉมการให้บริการสู่ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ ได้แก่ การดึงเทคโนโลยี AI และ CCTV คุมเข้มสถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) ทั่วประเทศ เพิ่มความโปร่งใสและแม่นยำ โครงการ DLT EV Roadmap เปลี่ยนผ่านรถสาธารณะและแท็กซี่เป็น EV ภายใน 5 ปี พร้อมปรับโครงสร้างภาษีรถ EV เพื่อสร้างแรงจูงใจ การยกระดับความปลอดภัยรถโรงเรียน สู่มาตรฐานระดับสากล ระบบ GPS TWO-WAY แจ้งเตือนพฤติกรรมเสี่ยงและเส้นทางอันตรายแบบเรียลไทม์ และ เปิดตัว DLT One App ซูเปอร์แอปที่รวมทุกบริการของกรมการขนส่งทางบกไว้ในที่เดียว ทั้งต่อทะเบียน ต่อใบขับขี่ดิจิทัล และชำระภาษี จบครบในแอปเดียว เพื่อยกระดับการให้บริการ ลดขั้นตอนที่ยุ่งยาก ให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้สะดวก รวดเร็ว และมั่นใจ ควบคู่กับการปลูกฝังจิตสำนึกการใช้รถใช้ถนน ภายใต้แนวคิด DLT NEXT 2026 ให้ใจ ให้ทาง ให้ชีวิต ให้ความสุข
4. ยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย วางรากฐานอนาคตด้วยการลงทุนร่วมรัฐ – เอกชน ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตของประเทศในอนาคต ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนผ่านรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) แนวทางดังกล่าวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ สร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุน และลดภาระงบประมาณของภาครัฐในระยะยาว โดยการวางรากฐานด้านการลงทุนนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งในด้านการเดินทาง เศรษฐกิจและโอกาสในการเข้าถึงบริการของรัฐอย่างทั่วถึง
ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมจะเดินหน้าขับเคลื่อนทั้ง 4 ภารกิจ ให้เกิดผลทางปฏิบัติเพื่อให้ระบบคมนาคมสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นอีกกลไกสำคัญในการลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน สร้างโอกาส และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย








