นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม ASEAN Future Forum 2026 (ครั้งที่ 3) ภายใต้หัวข้อ “Shaping our Future Together: Peace, Prosperity, People-Centered” ณ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ร่วมกับผู้นำประเทศอาเซียนจาก สปป.ลาว กัมพูชา และติมอร์-เลสเต โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวถ้อยแถลงชื่นชมเวียดนามในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุม ASEAN Future Forum 2026 ซึ่งได้กลายเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับอนาคตของภูมิภาคในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการค้าโลก ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสะท้อนว่าระบบภูมิภาคและระบบโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ระเบียบใหม่ ที่อาเซียนกำลังเผชิญทั้งความเสี่ยงและโอกาสสำคัญในเวลาเดียวกัน
ในสถานการณ์ที่หลายภูมิภาคของโลกเผชิญความผันผวน อาเซียนมีศักยภาพเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีเสถียรภาพมากที่สุดของโลกเป็นจุดหมายสำคัญของการลงทุน การเติบโต และนวัตกรรมในอนาคต ซึ่งมาจากความร่วมมือของประเทศสมาชิกในการใช้ประโยชน์จากจุดแข็งทางยุทธศาสตร์ที่มีมาอย่างยาวนาน โดยยึดมั่นหลักการผสานผลประโยชน์ของชาติและผลประโยชน์ของภูมิภาค เพื่อรักษาความเป็นแกนกลางของอาเซียน (ASEAN Centrality) ในการส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง การสร้างความไว้วางใจ และการเปิดพื้นที่สำหรับความร่วมมือกับทุกฝ่ายท่ามกลางโลกที่มีความแตกแยกมากขึ้น ซึ่ง “ความยืดหยุ่น” หรือ Resilience จะเป็นรากฐานสำคัญของความมั่งคั่งในอนาคตของอาเซียน โดยต้องเร่งส่งเสริมการบูรณาการทางเศรษฐกิจและการเชื่อมโยงในทุกมิติ ทั้งด้านกายภาพและดิจิทัล พร้อมแสดงความยินดีที่อาเซียนมีเป้าหมายลงนามความตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement: DEFA) ภายในปีนี้ เพื่อปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค นอกจากนี้ ไทยยังผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ภาคใต้ของไทยในฐานะเส้นทางทางเลือกเพื่อเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานโลก ลดความเปราะบางจากจุดคอขวดด้านการคมนาคมทางทะเล รวมทั้งพร้อมสนับสนุนความมั่นคงด้านอาหารและพลังงานของภูมิภาค โดยไทยได้เสนอความพร้อมในการจัดหาเชื้อเพลิงอากาศยานแก่ประเทศสมาชิกอาเซียนจากกำลังการผลิตส่วนเกินที่มีอยู่
นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า อาเซียนต้องให้ความสำคัญกับการสร้างผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชนอาเซียน เพราะความสำเร็จของอาเซียนไม่ได้วัดจากจำนวนการประชุมหรือเอกสารที่รับรองร่วมกัน แต่ต้องวัดจากคุณภาพชีวิต ความปลอดภัย และความเชื่อมั่นในอนาคตของประชาชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ต้องเผชิญทั้งโอกาสและความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) จึงจำเป็นต้องเสริมสร้างความร่วมมือในการรับมือกับปัญหาที่กระทบต่อชีวิตประจำวัน เช่น ภัยคุกคามทางไซเบอร์ การหลอกลวง ทางออนไลน์ ความเสี่ยงด้านสาธารณสุข และภัยพิบัติทางธรรมชาติ ควบคู่กับการลงทุนด้านการศึกษา การพัฒนาทักษะ ระบบสาธารณสุข และระบบคุ้มครองทางสังคม เชื่อมั่นว่า อาเซียนมีศักยภาพเพียงพอที่จะรับมือกับความท้าทายและคว้าโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของโลก เนื่องจากอาเซียนยังคงมีจุดแข็งสำคัญที่หลายภูมิภาคกำลังขาดแคลน ได้แก่ เสถียรภาพ การเชื่อมโยง และความไว้วางใจ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุน สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และสร้างโอกาสให้แก่ประชาชน พร้อมยืนยันว่าไทยพร้อมทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนและหุ้นส่วนทุกฝ่าย เพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ดังกล่าวให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
นายกรัฐมนตรี ยังได้เข้าเยี่ยมคารวะนายโต เลิม (H.E. Mr. To Lam) เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีเวียดนาม เพื่อสานต่อความร่วมมือและติดตามผลการหารือระหว่างกัน ภายหลังการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของนายโต เลิม เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
1. ไทยเน้นย้ำความสำเร็จของการเยือนและความสัมพันธ์อันใกล้ชิดของผู้นำทั้งสองประเทศ นายกรัฐมนตรี ย้ำว่าการหารือที่กรุงเทพฯ ก่อให้เกิดความร่วมมือทางธุรกิจจำนวนมาก และประชาชนไทยต่างชื่นชมประธานาธิบดีเวียดนามอย่างกว้างขวาง โดยการเดินทางเยือนครั้งนี้มีรัฐมนตรีร่วมคณะถึง 9 คน รวมทั้งผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกเหล่าทัพ เพื่อสะท้อนความตั้งใจของไทยในการยกระดับความร่วมมือกับเวียดนามในทุกมิติ
2. เร่งขับเคลื่อนความร่วมมือทวิภาคีและเป้าหมายการค้าร่วมกัน ทั้งสองฝ่ายยืนยันเจตนารมณ์ร่วมกันในการขับเคลื่อนหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านไทย–เวียดนาม โดยประธานาธิบดีเวียดนามเสนอให้รัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศพบปะหารือกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้นผ่านกลไกความร่วมมือต่าง ๆ โดยเฉพาะคณะรัฐมนตรีร่วมไทย–เวียดนาม (JCR) พร้อมผลักดันยุทธศาสตร์ Three Connects และเป้าหมายการค้าระหว่างกันที่ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนขยายสู่ 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอนาคต ส่วนนายกรัฐมนตรียืนยันว่า ไทยพร้อมสนับสนุนยุทธศาสตร์ Three Connects โดยเฉพาะความร่วมมือด้านเศรษฐกิจสีเขียวและการบรรลุเป้าหมาย Net Zero พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่ามูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศจะบรรลุ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐได้ภายในปีนี้ และมีโอกาสขยายตัวถึง 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอนาคตอันใกล้
3. เสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงและการบังคับใช้กฎหมาย ประธานาธิบดีเวียดนามเสนอให้มีการพัฒนากลไกความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างสองประเทศ ทั้งในระดับกองทัพ หน่วยงานความมั่นคง และหน่วยงานทางทะเล รวมถึงการพิจารณาจัดทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน และการแก้ไขปัญหาผู้ที่พำนักอยู่ในประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย ทั้งนี้การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกเหล่าทัพร่วมเดินทางเยือนเวียดนามครั้งนี้ สะท้อนถึงความจริงจังของไทยในการยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง พร้อมเสนอจัดตั้งกลไกหารือ 2+2 ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ ไทยยืนยันว่าจะไม่อนุญาตให้มีการใช้ดินแดนไทยเพื่อเคลื่อนไหวต่อต้านประเทศมิตร และพร้อมการบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ รวมทั้งสนับสนุนการจัดประชุมคณะทำงานร่วมในประเด็นดังกล่าวโดยเร็ว
4. ดูแลและส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนไทยในเวียดนาม นายกรัฐมนตรีได้สะท้อนข้อห่วงกังวลของภาคเอกชนไทยที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนามมายาวนานกว่า 30 ปี โดยเฉพาะประเด็นการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบและบังคับใช้กฎหมายที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ รวมถึงกรณีที่บางบริษัทอยู่ระหว่างรอการชำระเงินตามสัญญา ซึ่งประธานาธิบดีเวียดนามยืนยันว่า รัฐบาลเวียดนามให้ความสำคัญกับนักลงทุนไทย ที่ล้วนเป็นบริษัทชั้นนำที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของเวียดนาม พร้อมย้ำว่าจะไม่มีการบังคับใช้กฎหมายย้อนหลัง และได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้รับฟังและเร่งแก้ไขปัญหาของนักลงทุนอย่างใกล้ชิด
5. สานต่อสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพไทย–เวียดนาม ไทยยังพร้อมสนับสนุนนกกระเรียนจำนวน 12 ตัวให้แก่เวียดนามภายในปีนี้ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ ความร่วมมือด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ซึ่งสะท้อนวิสัยทัศน์ร่วม “จับมือและเติบโตไปด้วยกัน” อย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้ร่วมงาน Thailand–Viet Nam Investment and Business Networking 2026 จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) พร้อมกล่าวว่า ไทยและเวียดนามไม่ควรมองกันเพียง “คู่ค้า” แต่ควรก้าวสู่การเป็น “หุ้นส่วนแห่งอนาคต” ที่ร่วมกันสร้างห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของทั้งสองประเทศ โดยเวียดนามมีจุดแข็งด้านการผลิตเพื่อการส่งออก บุคลากรด้านดิจิทัล และเครือข่ายการค้าเสรี ขณะที่ไทยมีความพร้อมด้านอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ โครงสร้างพื้นฐาน และระบบนิเวศทางธุรกิจ หากนำศักยภาพของทั้งสองฝ่ายมาผสานกัน จะช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ เพิ่มการลงทุน สร้างงาน และขยายตลาดให้ผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศ รัฐบาลของทั้งสองประเทศจึงผลักดันความร่วมมือใน 5 สาขาสำคัญ ได้แก่ ดิจิทัลและ AI /เซมิคอนดักเตอร์ /อุตสาหกรรมยานยนต์และการผลิตสมัยใหม่ /พลังงานสะอาดและเศรษฐกิจสีเขียว นิคมอุตสาหกรรมตลอดจนอาหารและเกษตรมูลค่าสูง ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่สร้างรายได้และการจ้างงานคุณภาพ พร้อมย้ำว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนภาคเอกชนอย่างเต็มที่ ทั้งการปรับปรุงกฎระเบียบ อำนวยความสะดวกด้านการลงทุน และสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการเติบโต เพื่อให้ภาคธุรกิจใช้ศักยภาพได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น ความสำเร็จของเวียดนามไม่ใช่การแข่งขันที่ไทยต้องกังวล แต่เป็นโอกาสที่ทั้งสองประเทศจะเติบโตไปด้วยกัน เพราะเมื่อไทยและเวียดนามร่วมมือกันมากขึ้น จะช่วยสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้กับทั้งสองประเทศ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของอาเซียนในเวทีโลก
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังได้พบหารือกับผู้บริหารบริษัทชั้นนำของเวียดนาม ได้แก่ Viettel, SOVICO Group และ Sun Group ซึ่งต่างมองเห็นศักยภาพในการลงทุนในประเทศไทยในสาขาดิจิทัลและโทรคมนาคม ปัญญาประดิษฐ์ ความมั่นคงไซเบอร์ การบิน โลจิสติกส์ การท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะช่วยสร้างงาน พัฒนาทักษะแรงงานและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย








