ครม. เห็นชอบ “วาระแห่งชาติด้านพลังงาน” ค่าไฟ 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาท รอบบิล มิ.ย.นี้ ส่งเสริมประชาชนติด Solar Rooftop ผลิตไฟฟ้าใช้เอง

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการ “วาระแห่งชาติด้านพลังงาน” เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่ผันผวน และส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว ทั้งนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ประกอบกับความต้องการใช้พลังงานของโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติปรับตัวเพิ่มขึ้น กระทบต้นทุนการผลิตไฟฟ้า ซึ่งจากการประชุมคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ได้พิจารณาผลการรับฟังความคิดเห็นและมีมติเห็นชอบการปรับอัตราค่าไฟฟ้าตามสูตรค่าไฟฟ้า โดยอัตโนมัติ (ค่า Ft) สำหรับเรียกเก็บในงวดเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2569 โดยกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (ค่า Ft) เรียกเก็บที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย เมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐาน ที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 จากราคา 3.88 บาทต่อหน่วย ในงวดปัจจุบัน ทั้งนี้ค่าไฟฟ้าที่ 3.95 บาทต่อหน่วย เป็นผลจากการที่ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเป็นผู้รับภาระต้นทุนคงค้างสะสม (Accumulation Factor: AF) ไว้แทนประชาชนไปพลางก่อน จำนวน 35,928 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 50.94 สตางค์ต่อหน่วย) รวมกับการนำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินที่การไฟฟ้าเก็บรักษาไว้ (Claw back) ทั้งหมดจำนวนประมาณ 9,472 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 13.43 สตางค์ต่อหน่วย) มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าในสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลกจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ประกอบกับคำแถลงนโยบายรัฐบาลของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ได้กำหนดนโยบายสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศควบคู่กับการสร้างโอกาสและนำพาประเทศให้มีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นที่เกี่ยวข้องด้านพลังงาน จึงเห็นควรดำเนินการตามข้อเสนอวาระแห่งชาติด้านพลังงาน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาค่าไฟฟ้าและส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้

1. มาตรการการบรรเทาผลกระทบราคาค่าไฟฟ้าของประชาชน เช่น การปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัย ให้การใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก อัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ภายในเดือนมิถุนายน 2569 พร้อมทั้งมอบรัฐวิสาหกิจที่ประกอบกิจการก๊าซธรรมชาติภายใต้ใบอนุญาตจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย คิดราคาก๊าซธรรมชาติที่เรียกเก็บจากผู้ใช้ก๊าซธรรมชาติสำหรับโรงไฟฟ้าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ (PP) และผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ที่มีสัญญาซื้อขายกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ในส่วนที่ผลิตไฟฟ้าเข้าระบบไฟฟ้าของการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง ตามจริงแต่ไม่เกินค่าเฉลี่ยราคาควบคุมที่ภาคนโยบายกำหนด (347.47 บาทต่อล้านบีทียู) สำหรับงวดเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2569 เพื่อลดผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าของประชาชน และให้นำส่วนต่างของราคาก๊าซธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริง (Pool Price) กับค่าก๊าซธรรมชาติที่เรียกเก็บไปทยอยเรียกคืนในการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้ารอบเดือนมกราคม 2570 เป็นต้นไป

ด้านนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน
มีเป้าหมายเพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนกว่า 23 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ สำหรับสูตรค่าไฟใหม่จะแบ่งการคิดราคาเป็นแบบขั้นบันไดเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม เช่น กลุ่มที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยแรก จะคิดอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย กลุ่มที่ใช้ไฟ 201 – 400 หน่วย ใน 200 หน่วยแรกจะคิดอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ส่วนที่เกินจะคิดอัตราหน่วยละ 3.59 บาท ถูกลงกว่าเดิมร้อยละ 10 และกลุ่มที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยขึ้นไป จะคิดอัตราใหม่ ที่หน่วยละ 5 บาท ซึ่งในวันที่ 29 เมษายน 2569 จะประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่อนำเรื่องไปทำประชาพิจารณ์ โดยประชาชนจะจ่ายในอัตราค่าไฟใหม่สิ้นเดือนมิถุนายนนี้ พร้อมยืนยันว่า ประชาชนไม่ต้องกังวลเรื่องการเหมาจ่าย การคิดเงินจะเป็นระบบขั้นบันไดคล้ายกับการคำนวณภาษี คือทุกคนจะได้สิทธิ์ส่วนลดใน 200 หน่วยแรกเหมือนกันหมด ซึ่งไม่ได้หมายถึงการใช้ไฟเกิน 400 หน่วยแล้วจะต้องจ่ายหน่วยละ 5 บาททั้งหมดตั้งแต่หน่วยแรก ส่วนสาเหตุของการปรับโครงสร้างครั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาค่าไฟแพงที่เดิมผูกติดกับราคาก๊าซ LNG นำเข้าเพียงอย่างเดียว สูตรใหม่นี้คาดว่าจะช่วยลดค่าไฟโดยรวมได้ถึงร้อยละ 30-40 มาตรการนี้จะมีผลเฉพาะภาคครัวเรือนเท่านั้น ไม่รวมถึงภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม หรือผู้ที่ใช้มิเตอร์ประเภท TOU (มิเตอร์ที่คิดอัตราการใช้ไฟฟ้าแตกต่างกันตามช่วงเวลาการใช้)

2. มาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตและใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เช่น ส่งเสริมพลังงานสะอาด โดยส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) สำหรับภาคประชาชน เพื่อเป็นกลไกในการเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าได้ด้วยตนเองและลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบหลัก ซึ่งประชาชนผู้ผลิตไฟฟ้าจาก Solar Rooftop สามารถขายไฟฟ้าส่วนที่เหลือเข้าระบบไฟฟ้าได้ และกำหนดหลักการการรับซื้อไฟฟ้าส่วนที่เหลือเข้าระบบไฟฟ้าจากโครงการดังกล่าวในรูปแบบ Net Billing (ระบบการคำนวณค่าไฟฟ้า แบบคิดแยกระหว่างค่าซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าเข้าสู่บ้าน กับค่าขายไฟฟ้าที่ผลิตจากโซลาร์เซลล์ให้การไฟฟ้า และนำเงินค่าขายไฟฟ้ามาหักลบกัน) และมอบหมายคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พิจารณาปรับปรุงลดขั้นตอนการขออนุญาตติดตั้ง รวมทั้งกระบวนการขออนุญาตเชื่อมขนานกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคให้มีความรวดเร็ว ไม่เป็นอุปสรรคในการติดตั้งและจ่ายกระแสไฟฟ้ากลับเข้าระบบไฟฟ้า โดยปรับขั้นตอนการดำเนินงานให้เป็นรูปแบบการให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ทั้งนี้ กรณีที่มีการขายไฟฟ้าส่วนเหลือเข้าระบบไฟฟ้าให้ดำเนินการกระบวนการที่เกี่ยวกับขั้นตอนการอนุญาตต่างๆ ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน แต่หากเป็นกรณีที่ไม่มีการขายไฟฟ้าเข้าระบบไฟฟ้าให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน และให้พิจารณาลดหรือยกเว้นค่าธรรมเนียมการขอเชื่อมต่อระบบสำหรับประชาชนที่ประสงค์ขอติดตั้ง Solar Rooftop

นอกจากนี้ยังส่งเสริมการติดตั้งในหน่วยงานรัฐในรูปแบบ ESCO Model (เจ้าของอาคารไม่ต้องลงทุนเอง) และปรับรูปแบบการรับซื้อไฟฟ้าจากระบบ Adder (การรับซื้อไฟฟ้าโดยให้เงินอุดหนุนเพิ่มเติมกับผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน) เป็น Feed-in Tariff (FiT) ให้เหมาะสม (อัตรารับซื้อไฟฟ้าคงที่ตลอดอายุโครงการ) 

3. มาตรการส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน 

   1) การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลตั้งเป้าให้หน่วยงานภาครัฐลดการใช้พลังงานลงร้อยละ 20 พร้อมรายงานผลผ่าน www.e-report.energy.go.th เป็นประจำทุกเดือน แล้วให้กระทรวงพลังงาน โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงานทำหน้าที่กำกับดูแลและรวบรวมข้อมูลการใช้พลังงานของหน่วยงานภาครัฐในภาพรวมเสนอนายกรัฐมนตรีเป็นประจำทุก 6 เดือน (เดือนตุลาคม – มีนาคม และเดือนเมษายน – กันยายน) และเชื่อมโยงกับการประเมินผลผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ

   2) ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน เช่น การเปลี่ยนไฟสาธารณะเป็นหลอด LED และระบบไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์ โดยมอบหมายให้กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพลังงานดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ควบคู่กับระบบบริหารจัดการพลังงาน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานของประเทศในระยะยาว 

  3) การส่งเสริมการใช้และการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ การติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะ (Public Charging Station) และสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ ผ่านมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อจัดตั้งโรงงานผลิตยานยนต์ไฟฟ้า ชิ้นส่วนสำคัญ การให้บริการระบบอัดประจุไฟฟ้า และการให้บริการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ มาตรการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและสร้างตลาดในประเทศ มาตรการส่งเสริมการลงทุนในกิจการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าและการให้บริการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ให้มีจำนวนที่เพียงพอต่อความต้องการ ครอบคลุมและการกระจายตัวอย่างเหมาะสมในเชิงพื้นที่ การจัดทำมาตรฐานกำกับดูแลด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยที่เหมาะสม รวมทั้งการจัดทำแพลตฟอร์มกลางและแอปพลิเคชันกลางเพื่อเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลในภาพรวม อำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้สถานีอัดประจุไฟฟ้า และเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐและเอกชนต่อไป

 4) ส่งเสริมพลังงานชีวภาพ (Bio Energy) โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนของเสียและวัตถุดิบทางการเกษตรเพื่อนำมา ใช้ในการผลิตพลังงานสะอาดในรูปแบบของเชื้อเพลิงชีวมวล และก๊าซชีวภาพสำหรับผลิตพลังงานไฟฟ้าและความร้อน และเชื้อเพลิงชีวภาพในภาคขนส่ง อาทิ เอทานอล ไบโอดีเซลและเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) เพื่อให้เกิดความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ ในรูปแบบ BCG Model (Bio-Circular-Green Economy) ได้แก่ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)

ทั้งนี้ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากมาตรการภาครัฐ จะช่วยบรรเทาผลกระทบของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ราคาพลังงานที่สูงขึ้น ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน ตลอดจนสนับสนุนให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศสามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างต่อเนื่อง เพิ่มทางเลือกในการใช้พลังงาน ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่ประเทศไทยมีศักยภาพ ในการพัฒนาและนำมาใช้ประโยชน์ อันจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่รูปแบบการใช้พลังงานที่ยั่งยืนมากยิ่งขึ้น อีกทั้ง ยังช่วยลดการใช้ทรัพยากรพลังงานโดยรวมของประเทศ ส่งผลให้เกิดการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นอกจากนี้ ยังเป็นการวางรากฐานสำคัญในการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศในอนาคต

ข่าวที่เกี่ยวข้อง