นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ร่วมเป็นรองประธาน พร้อมด้วยนายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม
จากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง และน้ำเสีย กระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนและระบบเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงเร่งผลักดันการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการพัฒนาระบบพยากรณ์อากาศและระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรับมือและลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น
ที่ประชุมได้มอบหมายให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการข้อมูลสารสนเทศด้านทรัพยากรน้ำ พร้อมพัฒนาคลังข้อมูลน้ำกลางที่มีความน่าเชื่อถือ โดยร่วมมือกับกรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ กรมชลประทาน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เพื่อใช้ในการคาดการณ์ ประเมินความเสี่ยง และแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้า


นอกจากนี้ ยังสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน พร้อมจัดเตรียมแผนสำรองน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและภาคเกษตรอย่างเพียงพอ รวมทั้งผลักดันการแก้ปัญหาวิกฤตน้ำให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำและการป้องกันภัยพิบัติมีเอกภาพมากยิ่งขึ้น
ที่ประชุมยังเห็นชอบโครงการสำคัญ 2 โครงการ ได้แก่ โครงการอ่างเก็บน้ำน้ำรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดน่าน และโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ป่าไผ่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเพิ่มแหล่งกักเก็บน้ำต้นทุนและบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่เป้าหมาย
พร้อมกันนี้ ยังเห็นชอบหลักการปรับปรุงหลักเกณฑ์และขั้นตอนตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในภาวะวิกฤตมีความรวดเร็ว ลดความซ้ำซ้อน และมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงเห็นชอบร่างแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำ ปีงบประมาณ 2570 จำนวน 49,415 รายการ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาการจัดสรรงบประมาณต่อไป
เพื่อขับเคลื่อนมาตรการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และลดผลกระทบต่อประชาชนให้มากที่สุด ประกอบด้วย
1.คาดการณ์และแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม-ฝนทิ้งช่วง
2.ทบทวนเกณฑ์บริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำอย่างบูรณาการ
3.เตรียมพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ และบุคลากรในพื้นที่เสี่ยง
4.ตรวจสอบความมั่นคงคันกั้นน้ำและพนังกั้นน้ำ
5.เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำอย่างเป็นระบบ
6.จัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำก่อนเกิดภัย
7.เร่งพัฒนาและเก็บกักน้ำช่วงปลายฤดูฝน
8.สร้างการรับรู้ความเสี่ยงและเสริมเครือข่ายเฝ้าระวังภัยน้ำ
9.ติดตามประเมินผล พร้อมปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์








