นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เชิญนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เข้าหารือ
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้พูดคุยในหลักการเพื่อเตรียมความพร้อมออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน ซึ่งจะดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดยต้องเป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน ส่วนกรอบวงเงินในการออกพระราชกำหนดกู้เงิน อยู่ที่ประมาณ 500,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการตั้งกรอบเอาไว้ แต่จะใช้เท่าใดนั้นจะพิจารณาอีกครั้ง สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจหลังจากที่หน่วยงานเศรษฐกิจ ได้แก่ กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ปรับลด GDP ปี 2569 ลงไปอยู่ที่ 1.5 – 1.6% จากเดิมประมาณ 2% เนื่องจากผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากการสู้รบในตะวันออกกลาง ติดตามความคืบหน้าการที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศประจำปี 2569 (2026 Annual Meetings) ที่จะจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ช่วงเดือนตุลาคม 2569 และการดำเนินนโยบาย “ไทยช่วยไทย” เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายประชาชน รวมถึงเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งรัฐบาลเตรียมใช้เงินคืนจากหน่วยงานที่มีการเบิกจ่ายล่าช้า หรือไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เพื่อนำมาใช้เป็นงบประมาณตามขั้นตอนการออกพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย และรัฐบาลจะพิจารณาแหล่งเงินอื่นตามความเหมาะสม
นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้เรียกทีมเศรษฐกิจเข้าหารือเรื่องโครงการ “ไทยช่วยไทย” ซึ่งขณะนี้รัฐบาลกำลังเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเร็ว การเตรียมความพร้อมของหน่วยงานต้องดูจากกระทรวงการคลังเป็นหลัก เพราะเป็นฝ่ายออกแนวทางและนโยบาย แต่ต้องดูจากกระทรวงอื่นประกอบด้วยว่าจะมีการเยียวยาในส่วนอื่นอย่างไร เช่น กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งก่อนหน้านี้ นายเอกนิติ ได้ประกาศว่าโครงการ “ไทยช่วยไทย” หรือ “คนละครึ่ง พลัส” จะเริ่มได้วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ซึ่งจะครอบคลุมหลายโครงการ มีกลุ่มเป้าหมายมากกว่า 30 ล้านคน แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรก บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.2 ล้านคน อีกส่วนคือประชาชนทั่วไป ขณะนี้กำลังดูตัวเลขของกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งสองส่วนรวมกันจะเกิน 30 ล้านคน ที่จะได้รับประโยชน์จากโครงการนี้
สำหรับ โครงการ “ไทยช่วยไทย” ช่วยไทย ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มกำลังซื้อ จะให้สิทธิ์ 4,000 บาท รัฐออก 60% ประชาชนออก 40% คือใช้จ่าย 100 บาท รัฐช่วย 60 บาท ประชาชนจ่าย 40 บาท โดยจะแบ่งจ่ายเดือนละ 1,000 บาท รวม 4 เดือน เปิดให้ลงทะเบียนในเดือนพฤษภาคม 2569 เริ่มใช้สิทธิ์เดือนมิถุนายน 2569 ผ่านทางแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” โดยสามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ไม่สามารถถอนเป็นเงินสดได้ สิทธิ์ไม่สามารถโอนให้ผู้อื่นได้ ต้องใช้จ่ายภายในเดือนที่ได้รับสิทธิ์ และใช้จ่ายได้กับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการทั่วประเทศ
คุณสมบัติผู้มีสิทธิลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ
1. เป็นผู้มีสัญชาติไทย
2. มีอายุตั้งแต่ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน
3. มีบัตรประจำตัวประชาชน
4. ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิ หรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการของรัฐ ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 และ โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5
สำหรับมุมมองจากภาคเอกชน นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ กล่าวถึงโครงการ “ไทยช่วยไทย” ว่า ถือเป็นมาตรการสำคัญที่จะเข้ามาช่วยพยุงและบรรเทาผลกระทบจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการสูญเสียความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอย หากครอบคลุมประชาชน 20 ล้านคน ใช้จ่ายเดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน จะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบราว 80,000 ล้านบาท หากรวมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเติม และเงินสมทบจากภาคประชาชน จะทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจรวมประมาณ 160,000-200,000 ล้านบาท จะช่วยชดเชยกำลังซื้อที่สูญหายไปจากระบบได้อย่างพอดี โดยการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบทุก 50,000 ล้านบาท จะมีส่วนช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตเพิ่มขึ้นได้อีกประมาณ 0.2 – 0.3% และมาตรการทั้งหมดนี้อาจจะเป็นแรงกระตุ้นสำคัญที่ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้สามารถขยายตัวได้ในกรอบ 1.5 – 2.0%








