การจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย” เป็นโครงการที่กระทรวงพาณิชย์ จัดขึ้น เพื่อมุ่งแบ่งเบาภาระค่าครองชีพประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะวิกฤตพลังงานซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า การจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทยผ่านความร่วมมือจากทุกภาคส่วน แบ่งเป็น 2 ระยะสำคัญ เพื่อให้ครอบคลุมทุกช่องทางการเข้าถึงของประชาชน ดังนี้
ในระยะที่ 1: ผนึกกำลังกับห้างสรรพสินค้าและห้างค้าปลีกสมัยใหม่ขนาดใหญ่ (Modern Trade) อาทิ Tops, Big C, Lotus’s, Makro และ Go Wholesale นำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นมาลดราคาพิเศษ โดยเน้นจุดจำหน่ายที่เข้าถึงง่ายและมีปริมาณสต็อกสินค้าจำนวนมาก ขณะเดียวกันได้ขยายความร่วมมือไปยังร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นทั่วประเทศ ผลักดันสินค้า “ไทยช่วยไทย” ให้กระจายสู่ประชาชนทั่วประเทศ ทำให้ผู้บริโภคที่อาศัยอยู่ในส่วนภูมิภาคสามารถเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้โดยไม่ต้องเดินทางไกล โดยเริ่มโครงการมาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 พร้อมบุกตลาดออนไลน์ ด้วยการจับมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและเดลิเวอรีชั้นนำระดับประเทศ ได้แก่ GrabMart, Lineman, TikTok, Shopee และ Lazada จัดแคมเปญส่งเสริมการขายบนหน้าแอปพลิเคชัน พร้อมมอบคูปองส่วนลดและโปรโมชันส่งฟรี ทำให้สินค้า “ไทยช่วยไทย” มียอดจำหน่ายพุ่งสูงขึ้นผ่านทุกช่องทางออนไลน์
นอกจากนี้ยังร่วมมือกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เปิดจุดจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย”ณ ที่ว่าการอำเภอทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการกระจายสินค้าโดยตรงสู่ประชาชนในระดับฐานรากอย่างแท้จริง ช่วยให้กลุ่มเปราะบางและประชาชนในทุกพื้นที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการลดภาระ ลดค่าครองชีพของรัฐบาลอย่างสูงสุด โดยเริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569 และต่อเนื่องทุกวันศุกร์ของเดือนพฤษภาคม (1, 8, 15, 22, 29 พฤษภาคม)
ระยะที่ 2: ผลักดันสินค้าของผู้ประกอบการ SMEs ที่มีศักยภาพขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ นำร่องจำนวน 2,000 ราย เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่าย สร้างรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในประเทศ โดยสนับสนุนฟรีค่าขนส่งและคูปองส่วนลด 100 บาท จำนวน 5 แสนใบ และทางแพลตฟอร์มออนไลน์ยกเว้นค่า GP ซึ่งจะเริ่มในเดือนพฤษภาคมนี้ แนวทางนี้ไม่เพียงช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในระยะสั้น แต่ยังเป็นกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจไทย พร้อมวางรากฐานการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว
ด้านกรมการปกครอง พร้อมขับเคลื่อนโครงการ “ไทยช่วยไทย” ที่ Kick-off พร้อมกันทั่วประเทศในวันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569 ณ ที่ว่าการอำเภอ ซึ่งนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ได้กำชับให้ทุกอำเภอเตรียมความพร้อมด้านสถานที่ให้เหมาะสม ทั้งหอประชุมอำเภอหรือศาลาประชาคมที่มีความมั่นคง แข็งแรง และอากาศถ่ายเทสะดวก พร้อมบริหารจัดการพื้นที่จำหน่ายสินค้าให้เป็นระเบียบ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วน และประสานความร่วมมือกับผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อให้มีสินค้าจำเป็นจำหน่ายอย่างเพียงพอและเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง อีกทั้งยังมอบหมายให้ทุกอำเภอคัดเลือกสินค้า “ของดีมีแวว” ที่มีศักยภาพพัฒนาเป็นสินค้าติดตลาด โดยส่วนกลางจะสนับสนุนสินค้าเด่น (Top Hits) เพื่อผลักดันเข้าสู่ห้างสรรพสินค้าและขยายตลาดในอนาคต เป็นการต่อยอดเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำการกระจายสินค้าราคาประหยัดสู่ชุมชนในช่วงวันที่ 1–7 พฤษภาคม 2569 พร้อมเชิญชวนผู้ประกอบการรถพุ่มพวง สมัครเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ ผ่านเครือข่ายรถพุ่มพวง” เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการกระจายสินค้าราคาประหยัดสู่ประชาชนในพื้นที่ พร้อมรับการสนับสนุนค่าน้ำมันและสินค้าราคาถูกสำหรับจำหน่าย เปิดรับสมัครผ่านระบบออนไลน์ที่ https://mobilemarket.bora.dopa.go.th และไปยืนยันตัวตนที่อำเภอ หรือยืนยันตัวตนกับกำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน ระหว่างวันที่ 1-8 พฤษภาคม 2569 โดยเริ่มรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 08.30 น. ถึงวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เวลา 23.59 น. (ไม่เว้นวันหยุดราชการ)
รัฐบาลยืนยันเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย” อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เดินหน้ามหกรรมสินค้าราคาประหยัดทั่วประเทศ เพื่อบรรเทาค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้เกิดผลทันทีในระดับพื้นที่ โดยข้อมูล ณ วันที่ 29 เมษายน 2569 เวลา 16.00 น. ประเทศไทยมีอำเภอทั้งหมด 878 อำเภอ ขณะนี้มีจุดจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” แล้ว 710 อำเภอ ใน 76 จังหวัด (ไม่รวมกรุงเทพมหานคร) และอยู่ระหว่างจัดสรรเพิ่มเติมอีก 168 อำเภอ เพื่อให้ครอบคลุมครบทุกพื้นที่ ทั้งนี้โครงการได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ได้แก่ Lotus’s 601 อำเภอ Big C 284 อำเภอ Makro 79 อำเภอ Tops 60 อำเภอ Go Wholesale 5 อำเภอ โดยรัฐบาลได้กระจายจุดจำหน่ายสินค้าไปยังที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศแล้ว 710 อำเภอ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคในราคาประหยัดได้อย่างทั่วถึง สามารถติดตามรายละเอียดจุดจำหน่ายของแต่ละจังหวัดได้ผ่านการประชาสัมพันธ์ของแต่ละจังหวัด เพื่อความสะดวกและใกล้บ้านมากที่สุด นอกจากนี้รัฐบาลยังเปิดช่องทางออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์ม เช่น 7-Eleven, Grab และ Shopee โดยมีไอคอน “ไทยช่วยไทย” รวมสินค้าไว้ในที่เดียว ช่วยให้ประชาชนเลือกซื้อได้ง่าย รวดเร็ว และเข้าถึงได้ทุกที่ ยืนยันว่าโครงการนี้ไม่ใช่เพียงโครงการลดราคา แต่คือการทำให้ “ของจำเป็นราคาประหยัด” เข้าถึงประชาชนทุกอำเภอ พร้อมกับทำให้เงินหมุนในชุมชนตั้งแต่ฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ช่วงใกล้เปิดภาคเรียนเป็นช่วงที่ผู้ปกครองมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น ทั้งจากค่าเครื่องแบบนักเรียน รองเท้า อุปกรณ์การเรียน อาหาร และค่าครองชีพในภาพรวมที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนต่างๆ โดยเฉพาะราคาพลังงานและค่าขนส่ง กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน จึงจัดโครงการพาณิชย์ลดค่าครองชีพประชาชน “Back to School 2026” (เปิดเทอมใหญ่ สบายกระเป๋า) ภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครองและนักเรียนทั่วประเทศ ซึ่งปีนี้มีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการรวม 49 ราย ประกอบด้วย ผู้ผลิต 20 ราย ผู้จำหน่าย 17 ราย ผู้ให้บริการ 10 ราย และแพลตฟอร์มออนไลน์ 2 ราย ครอบคลุมสินค้าและบริการจำเป็นด้านการศึกษากว่า 1,000 รายการ โดยจัดกิจกรรมลดราคาตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2569 รวมระยะเวลา 32 วัน พร้อมมอบส่วนลดสูงสุดถึง 86% คาดว่าจะช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนได้ไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท
อีกทั้งยังร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ เตรียมจัดกิจกรรมลดภาระค่าครองชีพให้กับผู้ปกครองและนักเรียนในโรงเรียนต่าง ๆ กว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ โดยกระทรวงศึกษาธิการจะเป็นผู้คัดเลือกโรงเรียนที่มีความจำเป็นและอยู่ในพื้นที่ขาดแคลน กรมการค้าภายในจะนำสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องแบบนักเรียน อุปกรณ์การเรียน และเครื่องเขียน ไปจัดจำหน่ายในราคาประหยัด เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง สำหรับสินค้าที่เข้าร่วมโครงการ ครอบคลุมทั้งเครื่องแบบนักเรียน รองเท้านักเรียน อุปกรณ์การเรียน ผลิตภัณฑ์นม อุปกรณ์สำนักงาน สินค้าไอที รวมถึงบริการด้านการศึกษาและการเรียนรู้ โดยมีส่วนลดหลากหลาย อาทิ เครื่องแบบนักเรียนจากศึกษาภัณฑ์ สมใจนึก วัชรากร สมอ และน้อมจิตต์ รองเท้านักเรียนจาก ADDA อุปกรณ์การเรียนจาก The Mall B2S OfficeMate และ SE-ED รวมถึงผลิตภัณฑ์นมจากผู้ผลิตรายใหญ่หลายแบรนด์ เช่น F&N เนสท์เล่ ไฮคิว หนองโพ แลคตาซอย ไทย-เดนมาร์ก ไวตามิลค์ mMILK
ดัชมิลล์ และโฟร์โมสต์ อุปกรณ์สำนักงานและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จากดูโฮม เพาเวอร์บาย และโกลบอลเฮ้าส์ ขณะที่กลุ่มบริการ มีโปรโมชั่นลดค่าใช้จ่ายในหลายด้าน เช่น แว่นตาจากท็อปเจริญและแว่นบิวติฟูล แพ็กเกจอินเทอร์เน็ตจาก True ส่วนลดสูงสุด 68% และสิทธิพิเศษจาก AIS ที่มอบ Alisa AI Premium ฟรี 3 เดือน รวมถึงบริการจัดส่งสินค้าจากไปรษณีย์ไทยในราคาพิเศษเริ่มต้นเพียง 30 บาทต่อกิโลกรัม
ด้านสถาบันการเรียนรู้และพัฒนาทักษะ มีผู้ประกอบการร่วมลดราคาหลักสูตรและบริการต่างๆ อาทิ OpenDurian ลดสูงสุด 75% We by The Brain ลดสูงสุด 50% Yamaha Music School ลดสูงสุด 20% รวมถึงการทดลองเรียนฟรีและยกเว้นค่าแรกเข้าในหลายหลักสูตร นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากแพลตฟอร์มออนไลน์ โดย Lazada จัดแคมเปญ Flash Sale ลดสูงสุด 70% และ Shopee มอบส่วนลดเพิ่มเติมผ่านโค้ดพิเศษ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าได้สะดวกในทุกช่องทาง ทั้งนี้ ประชาชนสามารถเลือกซื้อสินค้าและใช้บริการภายใต้โครงการ “Back to School 2026” ได้ผ่านห้างสรรพสินค้า ร้านค้าที่ร่วมรายการ ร้านธงฟ้า และแพลตฟอร์มออนไลน์ทั่วประเทศ
อีกทั้งยังได้จัดทำ “คู่มือช็อปคุ้ม ฉบับเปิดเทอมอุ่นใจ (Back to School 2026)” ในรูปแบบ E-Catalog ซึ่งรวบรวมสินค้า โปรโมชั่น และบริการทั้งหมดไว้ในที่เดียว พร้อมจัดหมวดหมู่สินค้าอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมเครื่องแบบนักเรียน อุปกรณ์การเรียน กีฬา อาหารและโภชนาการ เทคโนโลยี ของใช้ส่วนบุคคล และช่องทางการจำหน่าย เพื่อให้ประชาชนสามารถเปรียบเทียบราคา วางแผนการใช้จ่าย และเลือกซื้อสินค้าได้อย่างสะดวกและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น ผ่านช่องทางออนไลน์ของกรมการค้าภายใน และยังเชื่อมโยงสินค้า ผ่านเครือข่ายร้านธงฟ้าไปยังพื้นที่ต่างๆ รวมถึงโรงเรียนและชุมชน เพื่อให้กลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย สามารถเข้าถึงสินค้าในราคาที่เป็นธรรมได้อย่างทั่วถึง และเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ








