นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้เร่งรัดคณะรัฐมนตรีพิจารณายืนยันร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ภายในระยะเวลา 60 วัน นับแต่วันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 147 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
การดำเนินการดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่ทวีความรุนแรงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือและภูมิภาคต่าง ๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพและการดำเนินชีวิตของประชาชนในวงกว้าง
ที่ผ่านมาได้ติดตามและเสนอแนะการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศมาอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนสิงหาคม 2566 ได้มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ต่อมาในเดือนมีนาคม 2567 ได้เสนอความเห็นต่อฝ่ายนิติบัญญัติเกี่ยวกับร่างกฎหมายอากาศสะอาดจำนวน 7 ฉบับ และในเดือนธันวาคม 2568 ได้มีข้อเสนอแนะเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ภายหลังการยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ส่งผลให้ร่างกฎหมายดังกล่าวตกไป
ปัจจุบันประชาชนยังคงเผชิญปัญหามลพิษทางอากาศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกระทบต่อสิทธิในสุขภาพ สิทธิทางเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต อีกทั้งประเทศไทยอยู่ระหว่างกระบวนการเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม จึงจำเป็นต้องมีกฎหมายที่มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับหลักการสากล อาทิ หลักการป้องกัน หลักการระวังไว้ก่อน และหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้รับผิดชอบ
นอกจากนี้ ยังพบว่าปัญหาฝุ่น PM2.5 มีแหล่งกำเนิดจากหลายภาคส่วน ทั้งภาคอุตสาหกรรม คมนาคม เกษตรกรรม และมลพิษข้ามพรมแดน โดยส่งผลกระทบต่อสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน รวมถึงระบบเศรษฐกิจ โดยธนาคารโลกประเมินความเสียหายทางสุขภาพจากมลพิษทางอากาศของประเทศไทยสูงกว่า 45,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 3.89 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ
ทั้งนี้ กสม. เตรียมจัดเวทีเสวนา “ผนึกกำลังผ่าทางออกวิกฤตฝุ่น PM2.5 การคุ้มครองสิทธิและการก้าวต่อไปของกฎหมายอากาศสะอาด” ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร เพื่อเปิดพื้นที่ให้ภาครัฐ ภาคประชาสังคม นักวิชาการ และพรรคการเมือง ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม โดยข้อมูลที่ได้จะนำไปใช้ประกอบการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป








