นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญสูงสุดกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในช่วงสถานการณ์ภัยแล้ง โดยกำชับให้บูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูแลประชาชนและภาคการเกษตรอย่างใกล้ชิด
โดยนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการให้ กรมทรัพยากรน้ำ ระดมสรรพกำลังลงพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำกินน้ำใช้ สนับสนุนระบบประปาหมู่บ้าน และสำรองน้ำต้นทุนในพื้นที่เสี่ยงอย่างทั่วถึง พร้อมย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลคุณภาพชีวิตประชาชน โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ภัยแล้งที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง พร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ทั้งการจัดหาน้ำอุปโภคบริโภค การสนับสนุนภาคเกษตร และการเสริมกำลังเจ้าหน้าที่ด่านหน้า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้ได้เร็วที่สุด ซึ่งกรมทรัพยากรน้ำ โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1–11 ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมระดมเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ รถบรรทุกน้ำ และระบบสนับสนุนต่าง ๆ ลงพื้นที่ช่วยเหลือทันทีตามสภาพปัญหาในแต่ละพื้นที่ โดยมุ่งเน้นการจัดหาน้ำกินน้ำใช้ น้ำต้นทุนผลิตประปา และช่วยเหลือภาคการเกษตรอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมหลายพื้นที่ทั่วประเทศ อาทิ จังหวัดลำปาง นครสวรรค์ อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา จันทบุรี นครศรีธรรมราช พิษณุโลก ชุมพร กระบี่ และอุบลราชธานี มีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ แจกจ่ายน้ำสะอาด และสนับสนุนภารกิจภาคสนามอย่างครบวงจร เพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร รวมถึงการสนับสนุนน้ำดื่มแก่เจ้าหน้าที่ดับไฟป่าในพื้นที่เสี่ยง โดยสามารถช่วยเหลือประชาชนได้แล้วกว่า 21,600 ครัวเรือน หรือคิดเป็นประชาชนกว่า 43,200 คน สนับสนุนน้ำดื่มแก่เจ้าหน้าที่ด่านหน้าดับไฟป่าเกือบ 2,000 ขวด สะท้อนการทำงานเชิงรุกของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้งอย่างเป็นรูปธรรม และจะเดินหน้าช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนมีน้ำใช้อย่างเพียงพอ ลดความเดือดร้อนในช่วงวิกฤต และสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำของประเทศในระยะยาว
ขณะที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เตรียมมาตรการเชิงรุกรับมือปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ที่ส่งผลกระทบให้สภาพอากาศร้อนจัดและปริมาณฝนน้อยกว่าปกติ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรมเป็นวงกว้างในปีนี้ เน้นชู 4 ยุทธศาสตร์ “กักเก็บ เติมน้ำ ปรับเปลี่ยนเฝ้าระวัง” โดยได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดดำเนินงานตามยุทธศาสตร์เร่งด่วน ดังนี้
1. บริหารจัดการน้ำแบบหยดสุดท้าย มอบหมายให้กรมชลประทานบริหารจัดการน้ำในเขื่อนหลักอย่างเคร่งครัด เน้นน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคเป็นอันดับแรก และวางแผนกระจายน้ำเข้าสู่ระบบคลองส่งน้ำให้ทั่วถึงพื้นที่เกษตรกรรมที่กำลังรอการเก็บเกี่ยว
2. ปฏิบัติการฝนหลวงล่าความชื้น มอบหมายให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ตั้งหน่วยปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็วในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งซ้ำซาก เพื่อปฏิบัติการเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำและสร้างความชุ่มชื้นให้ป่าไม้และพื้นที่ไร่นาโดยทันทีเมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวย
3. ส่งเสริมเกษตรมูลค่าสูง ใช้น้ำน้อย รณรงค์ให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนมาเป็นการปลูกพืชระยะสั้นที่ใช้น้ำน้อยและมีตลาดรองรับ เพื่อลดความเสี่ยงจากการยืนต้นตายของพืชผล
4. มีระบบเตือนภัยและการเยียวยา โดยศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร
อีกทั้งได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการข้อมูลสภาพอากาศและปริมาณน้ำร่วมกับหน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยาและชลประทาน เพื่อวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพในช่วงเอลนีโญ พร้อมจัดทีมแนะนำเกษตรกรปรับเปลี่ยนแผนการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ลดความเสี่ยงจากผลผลิตเสียหาย รวมถึงเตรียมมาตรการช่วยเหลือในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงที เพื่อประคับประคองรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ผ่านพ้นวิกฤตไปได้
ทั้งนี้ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (Smart Water Operation Center : SWOC) กรมชลประทาน เปิดเผยถึงผลการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งปี 2568/69 (ระหว่าง 1 พฤศจิกายน 2568 – 30 เมษายน 2569) พบว่าการจัดสรรน้ำเป็นไปตามแผนที่กำหนด สามารถสนับสนุนการใช้น้ำได้อย่างเพียงพอ ทั้งอุปโภคบริโภค การรักษาระบบนิเวศ การเกษตร และอุตสาหกรรม จากข้อมูล ณ วันที่ 30 เมษายน 2569 พบว่า ในช่วงหน้าแล้งที่ผ่านมา มีการใช้น้ำรวมกว่า 31,600 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 94% ของแผนจัดสรรน้ำหน้าแล้ง สะท้อนให้เห็นถึงการบริหารจัดการน้ำที่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ทำให้ในช่วงต้นฤดูฝนเดือนพฤษภาคมนี้ มีปริมาณน้ำสำรองไว้ใช้เพิ่มมากขึ้น ส่วนการเพาะปลูกข้าวนาปรังทั่วประเทศ พบว่ามีการเพาะปลูกกว่า 10 ล้านไร่ เป็นไปตามแผนที่วางไว้ มีผลผลิตทยอยเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งได้แนะนำให้เกษตรกรที่จะเริ่มทำนาปี ให้รอกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการ และมีปริมาณฝนตกชุกเพียงพอก่อน เพื่อลดความเสี่ยงต่อความเสียหายของผลผลิตที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากภาวะฝนทิ้งช่วง สำหรับสถานการณ์น้ำอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 47,247 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 59% ของความจุเก็บกัก ปริมาณน้ำใช้การ 23,149 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 41%
อีกทั้งเพื่อเป็นการรับมือสถานการณ์เอลนีโญ กรมชลประทาน ขอความร่วมมือเกษตรกร วางแผนการเพาะปลูกอย่างระมัดระวัง โดยขอความร่วมมือไม่ทำนาปรังรอบ 2 เพื่อลดความเสียหายกับผลผลิต ให้หันมาปลูกพืชใช้น้ำน้อย หรือพืชอายุสั้น ที่ทนแล้งได้ดี และใช้น้ำอย่างประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุด อย่างไรก็ตาม กรมชลประทาน ได้เตรียมแผนบริหารจัดการน้ำอย่างรัดกุม เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในยามจำเป็น และลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนและเกษตรกรให้มากที่สุด
นอกจากนี้กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าในช่วงวันที่ 4 – 6 พฤษภาคม 2569 ยังต้องระวังพายุฤดูร้อนหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เนื่องจากมวลอากาศเย็นปะทะอากาศร้อนทำให้เสี่ยงเกิดพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรง วันที่ 8 – 12 พฤษภาคม 2569 จะมีฝนตกต่อเนื่องและลมเปลี่ยนทิศ ซึ่งทิศทางลมที่เริ่มเปลี่ยนจะส่งผลให้ภาคใต้ฝั่งอันดามันมีฝนเพิ่มมากขึ้น ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใกล้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้างที่ไม่แข็งแรง และป้ายโฆษณาสูง ๆ ขณะฝนฟ้าคะนอง และเตรียมการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับพืชผลทางการเกษตร รวมทั้งดูแลรักษาสุขภาพในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง และในช่วงวันที่ 15 – 17 พฤษภาคม 2569 จะเริ่มมีสัญญาณการเข้าสู่ฤดูฝน โดยลมตะวันตกเฉียงใต้พัดแรงขึ้น นำกลุ่มฝนจากทะเลเข้าสู่ภาคใต้ จึงขอแนะนำประชาชนเตรียมความพร้อมด้วยการกักเก็บสำรองน้ำไว้ใช้ เกษตรกรควรเร่งหาวิธีกักเก็บน้ำในช่วงฝนตกเพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ยามฝนน้อย และเฝ้าระวังอากาศแปรปรวน








