จาก MOU44 ถึง UNCLOS ไทยเสี่ยงถูกดึงสู่ศาลโลกหรือไม่ ?

วันที่ 5 พ.ค. 69 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติยกเลิกบันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน หรือ MOU 44 โดยมีมติให้ปรับแนวทางไปใช้กลไกกฎหมายระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) เป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินการ เพื่อยกระดับการคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ คณะรัฐมนตรีรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล มีมติยกเลิก “MOU 44” หรือบันทึกความเข้าใจไทย–กัมพูชา ปี 2544 ว่าด้วยพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทย แล้วหันไปใช้กรอบ “UNCLOS” หรืออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล เป็นฐานเจรจาใหม่แทน ถือเป็นการ “รีเซตเกม” การต่อรองทางทะเลครั้งสำคัญที่สุดในรอบกว่า 20 ปี

MOU 44 คืออะไร ?
MOU 44 คือข้อตกลงระหว่างไทย–กัมพูชา ลงนามปี 2544 เพื่อเปิดทางเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล (Overlapping Claims Area : OCA) ในอ่าวไทย ซึ่งเชื่อว่ามีทรัพยากรพลังงานมหาศาล ทั้งก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน 

สาระสำคัญคือ ยัง “ไม่ตัดสิน” ว่าใครเป็นเจ้าของพื้นที่ โดยให้ทั้งสองฝ่ายเจรจาร่วมกัน และเปิดทางแบ่งผลประโยชน์ร่วมกันในอนาคต แต่ปัญหาคือ ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา การเจรจาแทบไม่คืบหน้า เพราะทั้งสองฝ่ายยึดคนละหลักในการลากเส้นเขตแดนทะเล

แล้ว UNCLOS คืออะไร ?
UNCLOS หรือ United Nations Convention on the Law of the Sea คือ “กฎหมายทะเลโลก” ของสหประชาชาติ กำหนดหลักสากลเรื่อง เขตทะเลอาณาเขต เขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) ไหล่ทวีปและวิธีระงับข้อพิพาททางทะเล อีกทั้งประเทศไทยและกัมพูชาเป็นภาคี UNCLOS ทั้งคู่ ทำให้กรอบนี้มีน้ำหนักทางกฎหมายระหว่างประเทศ มากกว่า MOU 44 ซึ่งเป็นเพียงข้อตกลงทวิภาคี

เปรียบเทียบ MOU 44 กับ UNCLOS

ไทยได้ประโยชน์อะไรจากการยกเลิก MOU 44 ?

1. รีเซตการเจรจาใหม่
รัฐบาลไทยให้เหตุผลว่า MOU 44 ใช้มานานกว่า 20 ปีแต่ไม่มีความคืบหน้า การยกเลิกจึงเป็นการ “เริ่มต้นใหม่” ด้วยกติกาสากลแทน

2. ลดแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศ
MOU 44 ถูกวิจารณ์จากหลายฝ่ายมานาน ว่าอาจกระทบสิทธิทางทะเลของไทย โดยเฉพาะประเด็นเกาะกูดและเส้นเขตแดนทางทะเล รัฐบาลจึงมองว่าการยกเลิกจะช่วยลดข้อครหาว่าไทย “ยอมอ่อนข้อ” ให้กัมพูชา

3. ใช้กฎหมายสากลเป็นฐานต่อรอง
เมื่อเข้าสู่กรอบ UNCLOS ไทยสามารถใช้หลักสากลเรื่อง “เส้นกึ่งกลางทะเล” และหลักไหล่ทวีปในการต่อรองได้ชัดขึ้น

4. เปิดทางข้อตกลงใหม่ที่ทันยุคกว่าเดิม
รัฐบาลไทยระบุว่า แม้ยกเลิก MOU 44 แต่ “ไม่ได้ยุติการเจรจา” และยังสามารถทำข้อตกลงพัฒนาพลังงานร่วมในอนาคตได้

แล้วไทยมี “ความเสี่ยง” อะไร ?
นี่คือจุดที่นักกฎหมายระหว่างประเทศและนักการทูตหลายฝ่ายกังวล

1. เสี่ยงเข้าสู่กลไกระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศ ภายใต้ UNCLOS หากเจรจาไม่สำเร็จ คู่กรณีสามารถเข้าสู่

 – อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ

– ศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ (ITLOS)

– หรือบางกรณีอาจเชื่อมโยงถึงศาลโลก (ICJ) แม้ไทยมักยืนยันใช้ “การเจรจาทวิภาคี” มากกว่า แต่กัมพูชามีท่าทีเปิดรับกลไกระหว่างประเทศมากขึ้น

คำถามสำคัญ เรื่องนี้จะถึง “ศาลโลก” หรือไม่ ?
คำตอบคือ “มีโอกาส แต่ไม่อัตโนมัติ” ต้องแยกก่อนว่า UNCLOS ไม่ได้แปลว่าเข้าศาลโลกทันที กลไกหลักของ UNCLOS คืออนุญาโตตุลาการและศาลทะเล (ITLOS) แต่หากเกิดข้อพิพาทเรื่อง “อธิปไตยเหนือดินแดน” เช่น เกาะหรือเส้นเขตแดน อาจเชื่อมโยงไปสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) หรือศาลโลกได้ หากทั้งสองฝ่ายยอมรับเขตอำนาจศาล

จุดสำคัญคือ ไทย historically ระมัดระวังการนำข้อพิพาทขึ้นศาลโลก เพราะมีบทเรียนจากคดี คดีปราสาทพระวิหาร ที่ไทยเสียเปรียบในอดีต ทั้งนี้ เมื่อปี 2568 กระทรวงการต่างประเทศของไทย เคยออกแถลงการณ์ แสดงท่าทีต่อการยื่นหนังสือโดยกัมพูชาต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เกี่ยวกับพื้นที่ สามเหลี่ยมมรกต ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด และปราสาทตาควาย โดยยืนยันว่า ประเทศไทยไม่ยอมรับเขตอำนาจของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 ซึ่งเป็นท่าทีเดียวกับประเทศสมาชิกสหประชาชาติอีก 118 ประเทศ และประเทศไทยยึดมั่นอย่างแน่วแน่ต่อการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติ ตามกฎบัตรสหประชาชาติและหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ การที่ไทยตัดสินใจไม่ยอมรับอำนาจของ ICJ สะท้อนท่าทีของไทยที่ได้พิจารณาแล้วว่า การใช้แนวทางใดๆ เพื่อแก้ไขความเห็นที่แตกต่างระหว่างรัฐ จะต้องคำนึงถึงบริบทเฉพาะของเรื่องนั้นๆ ลักษณะของสถานการณ์ และนัยต่ออธิปไตยของประเทศ

มุมที่สังคมต้องจับตาต่อไป

1. พลังงานใต้ทะเลอ่าวไทย
พื้นที่ OCA ถูกประเมินว่ามีมูลค่าพลังงานมหาศาล หากเจรจาสำเร็จจะช่วยความมั่นคงพลังงานไทยได้มาก 

2. ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา
แม้รัฐบาลไทยยืนยันว่าไม่กระทบความสัมพันธ์ แต่กัมพูชาแสดงความ “ผิดหวัง” ต่อการยกเลิก MOU 44 

3. เกมการเมืองและชาตินิยม
ประเด็นเขตแดนไทย–กัมพูชาเป็นเรื่องอ่อนไหวทางอารมณ์ของประชาชนทั้งสองประเทศ ทุกการเจรจาจึงถูกจับตาทางการเมืองสูงมาก

ดังนั้น การยกเลิก MOU 44 คือการเปลี่ยนจาก “โต๊ะเจรจาแบบยืดหยุ่น” ไปสู่ “สนามกฎหมายสากล” ข้อดีคือ ไทยรีเซตการเจรจากรอบใหม่ให้ทันกับบริบท โดยใช้หลักสากลต่อรอง เพื่อลดแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศ

หลังจากนี้ จึงน่าจับตากลยุทธ์สำคัญของรัฐบาล ที่ไม่ใช่แค่เรื่อง “ทะเล” หรือ “พลังงาน” แต่คือ ฝีมือทางการทูต กฎหมาย และยุทธศาสตร์ความมั่นคงของไทยในระยะยาว ต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง