นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยว่า การใช้จ่ายช่วงเปิดเทอมปีนี้มีความคึกคักจนมีเม็ดเงินสะพัดสูงถึง 66,000 ล้านบาท ซึ่งสูงสุดในรอบ 17 ปี ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ผู้ปกครองยังคงให้ความสำคัญกับคุณภาพการศึกษาของบุตรหลานเป็นอันดับแรก โดยยอมปรับลดรายจ่ายในหมวดการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายส่วนตัว เพื่อมารองรับภาระค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมที่ปรับตัวสูงขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อและต้นทุนการเดินทาง ส่งผลให้แต่ละครอบครัวมีภาระค่าใช้จ่ายเฉลี่ยราว 29,000 บาท แม้ผู้ปกครองส่วนใหญ่จะระบุว่าสามารถรับมือได้ แต่ยังมีบางส่วนที่เผชิญปัญหาสภาพคล่อง โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ซึ่งต้องหันไปพึ่งพาการกู้ยืมในระบบ การจำนำทรัพย์สิน และการใช้บัตรกดเงินสดเพื่อประคองตัวในช่วงเปิดภาคเรียน
นอกจากนี้ผลประเมินทักษะนักเรียนไทยยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD และเป็นรองหลายประเทศในภูมิภาค ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จึงจำเป็นต้องเร่งแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ทั้งการแก้ไขภาวะขาดแคลนครูคุณภาพและการปรับปรุงหลักสูตร ควบคู่ไปกับความห่วงใยในประเด็นด้านสังคมและสุขภาวะจิตของเด็ก
นอกจากนี้ นายธนวรรธน์ ยังกล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อนำมาเยียวยาประชาชนและพัฒนาการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของไทยด้วยว่า นอกจาก วัตถุประสงค์สองด้านดังกล่าวยังมีเรื่องการศึกษาที่รัฐบาลควรนำเงินจากการกู้มาช่วยพัฒนาด้วย เนื่องจาก เร่งปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดของการใช้เงิน








