นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาวะเติบโตต่ำจนถูกมองว่าเป็นผู้ป่วยของเอเชีย ประกอบกับล่าสุดสิงคโปร์ได้ก้าวแซงหน้าไทยขึ้นเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอาเซียนแล้ว ดังนั้น ประเทศไทยจึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการหาเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่เพื่อดึงความเชื่อมั่นและดันการเติบโตให้ถึงเป้าหมายร้อยละ 5 โดยมองว่าโครงการระเบียงเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทยและอันดามัน หรือ “แลนด์บริดจ์” อาจเป็นกุญแจสำคัญ แม้จะมีข้อถกเถียงเรื่องความคุ้มค่าด้านการขนส่ง แต่จุดแข็งที่แท้จริงคือ โอกาสในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมหาศาลจากต่างชาติ การย้ายฐานการผลิต การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และนิคมอุตสาหกรรม รวมถึงกระแสความสนใจจากกลุ่มทุนตะวันออกกลางที่ต้องการเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานทางฝั่งอันดามัน การเดินหน้าโครงการดังกล่าวควรจะเป็นรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) จำเป็นต้องดำเนินการด้วยความโปร่งใสและรอบคอบ ภาครัฐควรจัดตั้งหน่วยงานคนกลางเพื่อศึกษาผลกระทบเชิงลึก ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอย่างเข้มงวด โดยต้องเปิดกว้างให้ประชาชนในพื้นที่และกลุ่มนักลงทุนระดับนานาชาติเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งหากผลการศึกษาชี้ชัดว่าผลกระทบเชิงลบมีมากกว่าความคุ้มค่าก็ไม่ควรอนุมัติให้ดำเนินการ
นายธนวรรธน์ กล่าวอีกว่า หากถอดบทเรียนจากโครงการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อ 40 ปีก่อน ที่เคยเผชิญกับคำถามถึงความคุ้มค่าเช่นกัน แต่ในท้ายที่สุดก็พิสูจน์ให้เห็นถึงความสำเร็จ การศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์อย่างโปร่งใสและรอบด้านในครั้งนี้ จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะพิสูจน์ว่าเมกะโปรเจกต์นี้จะสามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้กลับมาแข็งแกร่งได้อย่างแท้จริงหรือไม่








