“ศุภจี” ร่วมทีม “ไทยแลนด์พลัส” ลุยสหรัฐฯ โชว์ศักยภาพผู้ประกอบการไทย หวังขยายความร่วมมือด้านการค้า-การลงทุน

ท่ามกลางปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ทั้งโลกเผชิญ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า “ตลาดสหรัฐฯ” ยังเป็นตลาดคู่ค้าสำคัญที่หลายประเทศยังเห็นศักยภาพและโอกาสในการทำการค้า

สำหรับไทย สหรัฐฯ ถือเป็นคู่ค้าสำคัญด้วยมูลค่าการค้าอันดับ 2 ด้วยมูลค่าการค้ารวมกว่า 93,651.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเป็นสัดส่วนสินค้าไทยที่ส่งออกไปสหรัฐฯ มากถึง 72,506.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งครอบคลุมสินค้าสำคัญอย่างคอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณี รถยนต์ และเครื่องปรับอากาศ

“ทีมไทยแลนด์พลัส” ที่นำโดย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผนึกกำลัง กระทรวงการต่างประเทศ และหอการค้าไทย พร้อมนักธุรกิจชั้นนำของไทย ได้มีโอกาสร่วมงาน SelectUSA Investment Summit 2026 เวทีลงทุนระดับโลกของสหรัฐฯ ที่รวบรวมทั้งภาครัฐ นักลงทุน และบริษัทชั้นนำจากทั่วโลก จึงได้ใช้โอกาสนี้ในการนำเสนอศักยภาพของไทย พร้อมเปิดประตูความร่วมมือใหม่ทั้งด้านการค้าและการลงทุน

ภายในงานนอกจากภาคเอกชนไทยในกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี อาหาร และอิเล็กทรอนิกส์ ได้โชว์ศักยภาพและแผนขยายการลงทุนของไทยในสหรัฐฯแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนไทยได้เชื่อมโยงพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อขยายความร่วมมือในการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายในอนาคต

นอกจากนี้ รองนายกฯ ศุภจี ยังได้หารือกับสภาธุรกิจอาเซียน – สหรัฐฯ หรือ U.S. – ASEAN Business Council (USABC) โดยได้กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ ต่อผู้นำภาคธุรกิจบริษัทเอกชนของสหรัฐฯ เชิญชวนเข้ามาลงทุนในไทย ซึ่งเน้นย้ำถึงนโยบายเศรษฐกิจของไทยในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่อนาคต ตลอดจนการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Food Innovation) และเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) โดยชี้ให้เห็นศักยภาพของไทยที่มีความได้เปรียบทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมสนับสนุน และตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่เชื่อมตลาดอาเซียนกว่า 600 ล้านคน

อีกประเด็นที่นักลงทุนให้ความสนใจคือ การปรับปรุงกฎระเบียบภายในประเทศ การพัฒนาโครงการ Skill Bridge และการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี เพื่อเพิ่มความสะดวกและความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งไทยก็ได้ใช้โอกาสนี้ในการสร้างความเข้าใจกับนักลงทุนระดับโลก

การเดินทางเยือนสหรัฐฯ ในครั้งนี้ หากสามารถดึงดูดนักลงทุนเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานเพื่อเชื่อมโยงไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคได้ตามที่หวัง อาจเป็นอีกหนึ่งโอกาสใหม่ของเศรษฐกิจไทยที่จะได้ประโยชน์ ทั้งการจ้างงาน การยกระดับทักษะแรงงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และโอกาสที่ธุรกิจไทย โดยเฉพาะ SMEs จะเข้าไปเชื่อมกับห่วงโซ่อุปทานระดับโลกมากขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง