กรมควบคุมโรคแนะวิธีป้องกัน “ไวรัสฮันตา” ย้ำไทยยังมีความเสี่ยงต่ำ เน้นดูแลสุขอนามัยและทำความสะอาดบ้านเรือนอย่างถูกวิธี

นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา หรือ Hantavirus ซึ่งเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยมีสัตว์ฟันแทะ เช่น หนูนาและหนูบ้าน เป็นพาหะสำคัญ ปัจจุบันประเทศไทยพบการติดเชื้อในระดับต่ำ และยังไม่พบการระบาดเป็นวงกว้าง อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและวิธีป้องกันตนเองอย่างถูกต้อง

เชื้อไวรัสฮันตาสามารถแพร่สู่คนได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งของหนู ได้แก่ ปัสสาวะ อุจจาระ และน้ำลาย โดยการติดเชื้อที่พบบ่อยที่สุด คือ การสูดดมฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งของหนู รองลงมาคือการสัมผัสเชื้อแล้วนำมือไปสัมผัสจมูก ปาก หรือดวงตา ส่วนการติดเชื้อจากการถูกหนูกัดพบได้น้อยมาก

สำหรับอาการของโรค เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะมีระยะฟักตัวประมาณ 1–8 สัปดาห์ โดยระยะแรกจะมีอาการคล้ายไข้หวัด เช่น มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย รวมถึงอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น ปวดท้อง คลื่นไส้ และอาเจียน ก่อนที่บางรายอาจมีอาการรุนแรงจนเกิดภาวะแทรกซ้อนและเสียชีวิตได้

โรคติดเชื้อไวรัสฮันตาแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มอาการหลัก ได้แก่ กลุ่มอาการระบบทางเดินหายใจ หรือ HCPS ซึ่งพบในแถบทวีปอเมริกา มีความรุนแรงสูง ผู้ป่วยจะมีอาการไอ หายใจลำบาก น้ำท่วมปอด และอาจเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว ส่วนอีกกลุ่มคือ HFRS หรือกลุ่มอาการไข้เลือดออกร่วมกับภาวะไตวาย ซึ่งพบในยุโรปและเอเชีย โดยผู้ป่วยอาจมีความดันโลหิตต่ำ เลือดออกง่าย และเกิดภาวะไตวาย

ด้านนายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะหรือวัคซีนป้องกันโรคฮันตาไวรัส การรักษาจึงเป็นแบบประคับประคองตามอาการ เช่น การให้ออกซิเจน การใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือการฟอกไตในรายที่มีภาวะไตวาย ดังนั้น การเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็วเมื่อมีอาการจึงมีความสำคัญอย่างมาก

ทั้งนี้ ประเทศไทยยังมีความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากเคยพบผู้ป่วยเพียงรายเดียว และสายพันธุ์ที่พบมีความรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์ในทวีปอเมริกา รวมถึงยังไม่พบการแพร่ระบาดภายในประเทศ

กรมควบคุมโรคแนะนำประชาชนให้หลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่อับอากาศหรือสถานที่ที่อาจมีหนูอาศัยอยู่ เช่น ห้องเก็บของหรืออาคารที่ปิดทิ้งไว้นาน หากจำเป็นต้องทำความสะอาด ควรหลีกเลี่ยงการกวาดหรือดูดฝุ่น เพราะอาจทำให้เชื้อฟุ้งกระจาย ควรใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น โซเดียมไฮโปคลอไรต์ ฉีดพ่นให้เปียกก่อนเช็ดทำความสะอาด รวมถึงรักษาความสะอาดบ้านเรือน ไม่ให้เป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของหนู พร้อมอุดช่องโหว่และปิดทางเข้าออกของสัตว์ฟันแทะ

นอกจากนี้ ควรล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดเป็นประจำ เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง