“ผำ” ซูเปอร์ฟู้ดไทย ดาวรุ่งวงการอาหารอนาคต ดันโปรตีนพืชไทยสู่ตลาดโลก

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผอ.สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ชี้ว่าปัจจุบันผู้บริโภคมีพฤติกรรมการบริโภคที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งภาคเกษตรทั่วโลกให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น “ผำ” ซึ่งเป็นพืชอาหารพื้นบ้านดั้งเดิมของไทย จึงตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพและความยั่งยืนได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยผำมีโปรตีนประมาณ 30-50% ของน้ำหนักแห้ง พร้อมกรดอะมิโนจำเป็นใกล้เคียงกับโปรตีนจากสัตว์ อุดมด้วยใยอาหาร วิตามินเอ วิตามินบี ธาตุเหล็ก แคลเซียม และสารต้านอนุมูลอิสระ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการโปรตีนทางเลือกและอาหารสุขภาพจากธรรมชาติที่ผ่านการแปรรูปต่ำ

ด้านสิ่งแวดล้อม ผำดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดี เติบโตเร็ว และใช้ทรัพยากรต่ำ เป็นพืชน้ำจืดที่ใช้น้ำน้อย ใช้พื้นที่น้อย เลี้ยงในพื้นที่จำกัดและไม่ต้องใช้สารปราบศัตรูพืช ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำกว่าพืชโปรตีนอื่น และเก็บผลผลิตขายได้ทุกวัน สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง และสามารถพัฒนาเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ที่สนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy)

ศักยภาพของผำ สอดคล้องกับความเคลื่อนไหวของกลุ่มสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีอาหาร (Food Tech) เช่น บริษัท แอดวานซ์ กรีนฟาร์ม จำกัด (ผู้พัฒนานวัตกรรมแบรนด์ flo Wolffia), ฟาร์มบ้านไข่ผำ, Wolffia Bangkok และ Wolffia Plus ที่ได้เปิดเผยข้อมูลว่า การยกระดับการเพาะเลี้ยงด้วยนวัตกรรมฟาร์มระบบปิดสามารถดันปริมาณโปรตีนในผำให้สูงถึง 40% และภาคเอกชนได้พิสูจน์ให้เห็นถึง “มูลค่าเพิ่ม” จากการแปรรูปผำสดเป็นผลิตภัณฑ์พรีเมียมอย่างผงโปรตีนอบแห้งที่มีมูลค่าสูงถึง 3,000 – 5,000 บาทต่อกิโลกรัม ขณะนี้ผู้ประกอบการหลายแห่งกำลังเร่งขยายการส่งออกสู่ตลาดอเมริกา ยุโรป ตะวันออกกลางและญี่ปุ่น ที่ต้องการพืชโปรตีนที่มีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่ำ และมีวิตามินบี 12 ซึ่งหาได้ยากในพืชทั่วไป จึงเป็นเครื่องยืนยันว่าภาคธุรกิจพร้อมที่จะดันผำไทยให้เป็น “ทองคำสีเขียว” แห่งวงการโปรตีนทางเลือกโลก

“สำหรับผู้ประกอบการไทย ผำคือโอกาสในการเปลี่ยนบทบาทจากผู้ขายวัตถุดิบมาเป็นผู้แปรรูปซูเปอร์ฟู้ด ภาครัฐสามารถช่วยประชาสัมพันธ์คุณสมบัติและคุณประโยชน์ของผำให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ซึ่งผำยังมีโอกาสเติบโตอีกมากในอนาคต ตามเทรนด์ตลาดสุขภาพที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยจุดแข็งด้าน Plant-Based และการติดฉลากคลีน (Clean Label) จะทำให้ผำก้าวข้ามตลาดเฉพาะกลุ่มขึ้นแท่นอาหารแห่งอนาคต (Future Food) เพื่อใช้เป็นใบเบิกทางเข้าสู่ตลาดที่มีกำลังซื้อสูงได้อย่างยั่งยืน โอกาสทางธุรกิจจึงไม่ได้อยู่ที่การผลิตให้มากกว่าเดิม แต่อยู่ที่การผลิตให้ ‘ตอบโจทย์ตลาดและผู้บริโภคมากขึ้น” นายนันทพงษ์ฯ กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง