คณะองคมนตรี ประกอบด้วย นายพลากร สุวรรณรัฐ พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง และนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ร่วมสังเกตการณ์ ให้คำแนะนำและข้อห่วงใย ในการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์และเตรียมการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ปี 2569 ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เป็นประธานการประชุม ผ่านระบบ Video Conference ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด
คณะองคมนตรีได้ให้คำแนะนำและข้อห่วงใยในการบริหารจัดการน้ำและแก้ไขปัญหาภัยแล้งอย่างยั่งยืน โดยเน้นย้ำการน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นกรอบในการวางแผนบริหารจัดการน้ำในระยะยาว พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการบูรณาการข้อมูลสารสนเทศ เพื่อกำหนดเป้าหมายและสื่อสารกับประชาชนให้เข้าใจถึงสถานการณ์อย่างชัดเจนและทันท่วงที ทั้งยังได้กำชับการเตรียมความพร้อมด้านเครื่องจักรกลและอากาศยาน ในการทำฝนหลวง การหารือร่วมกับหน่วยงานที่ดูแลพื้นที่ป่าไม้เพื่อแก้ปัญหาเส้นทางในการจัดทำแหล่งกักเก็บน้ำบนพื้นที่สูง ตลอดจนการจัดสรรน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการในทุกภาคส่วน โดยคำนึงถึงน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของประชาชนเป็นลำดับแรก ควบคู่การรักษาสมดุลของน้ำเพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ให้สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง สำหรับด้านการเยียวยาและบรรเทาทุกข์ประชาชนได้ชื่นชมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้ว่าราชการจังหวัดที่เป็นกำลังหลักด่านหน้าในการเข้าถึงพื้นที่ โดยกำชับให้ดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งได้น้อมนำพระราชกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงห่วงใยพสกนิกรที่ประสบเหตุอุทกภัยในพื้นที่พัทลุงและนครศรีธรรมราชว่า “อย่าให้ลูกหลานประชาชนของเราอดข้าวแม้แต่มื้อเดียว” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของโรงครัวพระราชทาน มาเป็นหลักยึดในการปฏิบัติงาน เพื่อให้ทุกหน่วยงานมีความพร้อมในการเข้าช่วยเหลือ จัดเตรียมอาหาร ชดเชยค่าเสียหาย และดูแลทั้งร่างกายและจิตใจของประชาชนในทุกวิกฤตภัยได้อย่างรวดเร็วและไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ขณะที่นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลได้มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ภัยพิบัติที่มีความรุนแรงและมีความถี่เกิดมากขึ้น และปัจจุบันประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการแล้ว แต่จากการคาดการณ์พบว่าปีนี้จะมีปริมาณฝนน้อยกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากแนวโน้มการเผชิญกับสภาวะเอลนีโญ ในช่วงเดือนพฤษภาคม – กรกฎาคม 2569 และอาจต่อเนื่องจนถึงปลายปี ซึ่งจะทำให้หลายจังหวัดมีพื้นที่เสี่ยงและได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง โดยทุกหน่วยงานต่างน้อมนำพระราชกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานผ่านคณะองคมนตรี เมื่อปี พ.ศ. 2560 ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติในการเตรียมความพร้อมสถานการณ์จากภัยต่างๆ รวมถึงภัยแล้ง ได้แก่ 1. ติดตามสถานการณ์และเตรียมพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง 2. ปรับแผนเผชิญเหตุเป็นประจำให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาในแต่ละพื้นที่ รวมถึงสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน และ 3. บูรณาการให้ความช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างรวดเร็วทันท่วงที เพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ได้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ภัยแล้ง ด้วยการประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานด้านการพยากรณ์ หน่วยงานบริหารจัดการน้ำ รวมถึงหน่วยงานทางวิชาการ เพื่อเฝ้าระวังติดตามสภาพอากาศ วิเคราะห์และประเมินสถานการณ์น้ำเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในระดับพื้นที่ได้กำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เตรียมความพร้อมจัดทำแผนเผชิญเหตุภัยแล้ง ให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำ สภาพความเสี่ยงภัยและความต้องการใช้น้ำต่างๆ ในพื้นที่ ประสานความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้พร้อมช่วยเหลือประชาชน ทั้งเรื่องน้ำอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร พร้อมทั้งการใช้กลไกฝ่ายปกครองท้องถิ่นและท้องที่ร่วมสอดส่องดูแล สร้างการรับรู้ให้ประชาชนทราบถึงสถานการณ์ แนวทางการให้ความช่วยเหลือ และช่องทางการขอรับการช่วยเหลือของภาครัฐ
สำหรับพื้นที่ที่ยังไม่เกิดสถานการณ์ ได้กำชับทุกจังหวัดป้องกันล่วงหน้า เช่น การสูบน้ำเข้าระบบประปาหมู่บ้าน การล้างบ่อบาดาล กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำเพื่อเปิดทางน้ำ และเพิ่มปริมาณน้ำสำรองในพื้นที่ให้เพียงพอ ส่วนพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง ได้สั่งการให้จังหวัดดำเนินการตามแผนเผชิญเหตุ โดยให้ประสานการปฏิบัติอย่างใกล้ชิดร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายพลเรือน ทหาร และเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนโดยเร่งด่วน และช่วยเหลือ เยียวยาให้เป็นไปด้วยความรวดเร็วและทั่วถึง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ทั้งนี้สาธารณภัยเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นวงรอบเป็นประจำทุกปี และได้มีการถอดบทเรียน วางแผนและปรับแผนการดำเนินการ ก่อสร้างโครงการต่างๆ เพื่อให้การระบายน้ำ และการกักเก็บน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ในกรณีประสบภัย ได้เยียวยาให้กับประชาชนด้วยความรวดเร็ว แม้ว่าเงินที่เยียวยารายครัวเรือนจะเทียบไม่ได้กับความสูญเสียที่ประชาชนได้รับ แต่รัฐบาลเอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชิด ประกอบกับการนำบทเรียนและประสบการณ์ต่างๆ ในการเผชิญเหตุเหล่านี้มาปรับปรุงแก้ไขและวางแผนในปีงบประมาณถัดไป โดยในช่วง 3 – 4 ปีที่ผ่านมา ได้จัดสรรงบประมาณช่วยเหลือเยียวยาภัยพิบัติทุกประเภท ทั้งอุทกภัย ภัยแล้ง และวิกฤตฝุ่น PM2.5 เป็นจำนวนเงินกว่า 40,000 ล้านบาทต่อปี แต่การเยียวยาก็ยังเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ จึงได้บูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อปรับเปลี่ยนการใช้งบประมาณดังกล่าว มามุ่งเน้นการพัฒนาโครงการเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืน อาทิ การสร้างทางระบายน้ำและแหล่งกักเก็บน้ำที่ถาวร เพื่อรองรับวัฏจักรของสาธารณภัยในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งจะเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างความมั่นคงให้แก่ประชาชนได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
นายกรัฐมนตรียืนยันถึงความร่วมมือในการบูรณาการทำงานว่า ทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติหรือภัย ใดๆ ทุกภาคส่วนได้ร่วมแรงร่วมใจและระดมสรรพกำลังเข้าช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังความสามารถ รัฐบาลให้ความสำคัญและพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานด้านสาธารณภัย ตลอดจนการรับมือในภาวะวิกฤตอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาและสร้างความปลอดภัยสูงสุดให้แก่ประชาชน โดยยึดหลักการสำคัญคือ ต้องดูแลประชาชนผู้ประสบภัยให้ได้รับความสะดวกสบาย มีอาหารและที่พักพิงอย่างเพียงพอ เสมือนได้พักอาศัยอยู่ในบ้านของตนเอง เพื่อไม่ให้ประชาชนรู้สึกสิ้นหวังหรือถูกทอดทิ้ง ดังเช่นที่ได้แสดงให้เห็นแล้วจากสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดสงขลา รัฐบาลได้ทุ่มเทแก้ไขปัญหาอย่างเต็มกำลัง จนสามารถนำพาประชาชนก้าวผ่านวิกฤตการณ์มาได้ ความสำเร็จนี้ล้วนเกิดจากการบูรณาการความร่วมมืออย่างเข้มแข็งของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่มีเป้าหมายสูงสุดร่วมกันคือการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และขอนำคำแนะนำ ความห่วงใย และแนวทางการปฏิบัติงานของคณะองคมนตรี ไปเป็นแนวทางขับเคลื่อนงานต่างๆ ตลอดจนเป็นขวัญและกำลังใจ พร้อมทำหน้าที่เพื่อ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ประชาชนอย่างเต็มความสามารถ
นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้เตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง โดยระดมกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรกลสาธารณภัยจากศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ทั้ง 18 เขตทั่วประเทศ ทั้งเครื่องสูบน้ำระยะไกล รถบรรทุกน้ำ รถขุดเจาะบ่อบาดาล รถขุดตัก ไฮดรอลิก และรถผลิตน้ำดื่ม เพื่อสนับสนุนภารกิจสูบน้ำเข้าแหล่งผลิตประปาหมู่บ้าน เจาะบ่อบาดาล แจกจ่ายน้ำให้ประชาชน กำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ ทำฝายเปียกเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและป้องกันไฟป่า พร้อมเดินหน้าโครงการ “มหาดไทยเติมน้ำ เติมสุข บำบัดทุกข์ คลายแล้ง ปี 2569” สูบน้ำกลับเข้าแหล่งน้ำใน 18 จังหวัด ปริมาณรวม 1,997,691 ลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมประชาชน 34,169 ครัวเรือน ซึ่งได้บูรณาการข้อมูลจากดาวเทียมและข้อมูลสารสนเทศเพื่อประเมินสถานการณ์ และแจ้งให้ทั้ง 76 จังหวัดเตรียมพร้อมรับมือและแก้ไขปัญหาภัยแล้งอย่างครอบคลุมต่อไป
นอกจากนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา ยังได้ประกาศแจ้งเตือนฝนตกหนักถึงหนักมาก บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออก เฉียงเหนือตอนบน ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ถึงวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ขอให้ประชาชน ในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่มไว้ด้วย สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังค่อนข้างแรง โดยทะเลอันดามันตอนบนตั้งแต่จังหวัดภูเก็ตขึ้นมามีคลื่นสูง 2 – 3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ส่วนทะเลอันดามันตอนล่างตั้งแต่จังหวัดกระบี่ลงไป และอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือในบริเวณดังกล่าวเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ส่วนเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันตอนบนควรงดออกจากฝั่ง








