นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแล สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจจำหน่ายสินค้าโซลาร์เซลล์ ภายในศูนย์การค้าคลองถมเซ็นเตอร์ เพื่อติดตามมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบมาตรฐานสินค้าและการโฆษณา หลังพบมีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับสินค้าโซลาร์เซลล์ต่อเนื่อง
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอให้ประชาชนที่เลือกซื้อหรือติดตั้งโซลาร์เซลล์ เก็บใบเสร็จรับเงิน หลักฐานการโอนเงิน รวมถึงศึกษารายละเอียดเงื่อนไขการรับประกัน การคืนสินค้า และมาตรฐานรับรองต่างๆ ก่อนตัดสินใจซื้อหรือใช้บริการ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง
สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) จะร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปูพรมตรวจสอบสินค้าโซลาร์เซลล์ทั่วประเทศ เนื่องจากเป็นสินค้าที่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ หากไม่ได้มาตรฐาน ยืนยันว่ารัฐบาลยังคงสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด แต่ต้องควบคู่กับความปลอดภัยและความเป็นธรรมต่อผู้บริโภค
นางสาวศุภมาส กล่าวว่า ตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค หากผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือผู้จำหน่ายกระทำผิด จะมีทั้งโทษจำคุกและโทษปรับ โดยผู้ขายมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 100,000 บาท ส่วนผู้นำเข้าหรือผู้ผลิต มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท พร้อมย้ำว่า สคบ. มีหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและหากไม่สามารถตกลงกันได้ ก็สามารถดำเนินการฟ้องร้องแทนผู้บริโภคได้
ทั้งนี้ที่ผ่านมา สคบ. ได้ดำเนินการปิดเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับโซลาร์เซลล์แล้ว 89 ราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 14 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นมูลค่าความเสียหายต่อรายค่อนข้างสูง จึงจำเป็นต้องเข้ามากำกับดูแลอย่างเข้มงวด
สำหรับการตรวจสอบการโฆษณา พบว่าส่วนใหญ่มักอ้างเรื่องประสิทธิภาพ ความสว่างและการช่วยลดค่าไฟ ซึ่งหน่วยงานภาครัฐจะมีการสุ่มตรวจและส่งทดสอบในห้องปฏิบัติการ เพื่อตรวจสอบว่าสเปกและประสิทธิภาพเป็นไปตามที่โฆษณาหรือไม่ โดยมีหน่วยงานร่วมตรวจสอบ อาทิ การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และสภาองค์กรของผู้บริโภค
นอกจากนี้ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังได้กำชับผู้ประกอบการให้ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค โดยเตือนว่าการจำหน่ายสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานหรือหลอกลวงผู้บริโภค ไม่ใช่เพียงการถูกยึดสินค้า แต่มีโทษทั้งจำคุกและปรับ พร้อมขอความร่วมมือไม่ซ้ำเติมหรือเอาเปรียบประชาชนในช่วงวิกฤตพลังงาน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถผ่านสถานการณ์ดังกล่าวไปได้ร่วมกัน








