นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งอยู่ระหว่างร่วมคณะนายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เปิดเผยว่า แม้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 จากร้อยละ 2 เป็นร้อยละ 2.2 แต่รัฐบาลยังมองว่าเป็นระดับที่ไม่น่าพอใจ และจำเป็นต้องเร่งผลักดันการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจและสร้างงานให้แก่ประชาชน
สำหรับเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ขยายตัวร้อยละ 1.9 สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 1.7 สะท้อนผลจากมาตรการประคองเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60:40” ที่มีส่วนช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน
อย่างไรก็ตาม ไทยยังเผชิญความท้าทายสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ วิกฤตพลังงาน ค่าครองชีพ และกำลังซื้อ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะด้านพลังงาน ควบคู่กับการสร้างแรงส่งจากการลงทุนภายในประเทศ
ในไตรมาส 2 การลงทุนขยายตัวถึงร้อยละ 13 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 13 ปี โดยเฉพาะการลงทุนในกลุ่มดิจิทัลและ AI สะท้อนถึงโอกาสในการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
สำหรับแนวทางดำเนินงานหลังจากนี้ รัฐบาลจะมุ่งเน้น 3 ด้าน ได้แก่ การประคองเศรษฐกิจและดูแลกำลังซื้อของประชาชน การเร่งเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจ และการเร่งลงทุนเพื่อสร้างอนาคตของประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการทำให้ผลประโยชน์จากการลงทุนกระจายไปสู่ผู้ประกอบการ SMEs และแรงงานไทยอย่างแท้จริง
ด้านนายกรัฐมนตรีระบุว่า ตัวเลขเศรษฐกิจในขณะนี้ถือว่า “โอเค” แต่รัฐบาลยังไม่มีคำว่าพอใจ เนื่องจากต้องการเห็นเศรษฐกิจไทยสามารถขยายตัวได้มากกว่านี้ พร้อมกล่าวถึงการทำงานของรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจว่า “ยิ่งกว่าพอใจอีก”








