สทนช. และกรมชลประทาน เร่งเสริมความแข็งแกร่งระบบบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ EEC รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอนาคต

นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า จากการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำเชื่อมโยงในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อเตรียมพร้อมรับมือปรากฏการณ์เอลนีโญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยตั้งแต่ช่วงกลางปีนี้ต่อเนื่องไปจนถึงเดือนสิงหาคม 2570 ซึ่งมีความเสี่ยงเกิดภาวะฝนน้อยกว่าค่าปกติ

สทนช. จึงได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมมาตรการรับมือสถานการณ์ล่วงหน้า เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งถือเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้กรมชลประทานนำข้อมูลคาดการณ์ปริมาณฝนล่วงหน้า 6 เดือน จากกรมอุตุนิยมวิทยา มาใช้ประเมินปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อปรับแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงมากที่สุด

นอกจากนี้ ยังมีการวางแผนสูบน้ำจากคลองสะพานเส้นที่ 1 ไปยังอ่างเก็บน้ำประแสร์ จังหวัดระยอง ในปี 2569 ปริมาณรวม 25 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยขอให้กรมชลประทานพิจารณาแนวทางเพิ่มศักยภาพการสูบน้ำให้ได้สูงสุดถึง 50 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อเพิ่มน้ำต้นทุนให้พื้นที่ EEC โดยต้องไม่ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำด้านท้ายน้ำคลองสะพาน

สำหรับการบริหารจัดการน้ำและเชื่อมโยงโครงข่ายน้ำในพื้นที่ EEC มีระบบผันน้ำระหว่างอ่างเก็บน้ำเป็นกลไกสำคัญในการกระจายน้ำไปยังพื้นที่เศรษฐกิจหลัก โดยมีอ่างเก็บน้ำประแสร์ จังหวัดระยอง เป็นศูนย์กลางในการรับน้ำจากลุ่มน้ำวังโตนด จังหวัดจันทบุรี ก่อนผันน้ำส่วนเกินไปสำรองยังอ่างเก็บน้ำต่าง ๆ ในจังหวัดระยองและชลบุรี เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง รองรับความต้องการใช้น้ำทุกภาคส่วน ทั้งอุปโภคบริโภค ภาคการเกษตร และภาคอุตสาหกรรม รวมถึงช่วยลดผลกระทบพื้นที่ด้านท้ายน้ำในช่วงฤดูฝน

ปัจจุบันโครงการพัฒนาคลองลุ่มน้ำวังโตนด จังหวัดจันทบุรี ได้ก่อสร้างแล้วเสร็จ 3 อ่างเก็บน้ำ ได้แก่ อ่างเก็บน้ำคลองประแกด อ่างเก็บน้ำคลองหางแมว และอ่างเก็บน้ำคลองพะวาใหญ่ ขณะที่ยังเหลืออ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ซึ่งเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จครบทั้ง 4 อ่าง จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ไปยังอ่างเก็บน้ำหนองค้อ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล และอ่างเก็บน้ำบางพระ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก และรองรับความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ EEC ได้อย่างยั่งยืน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง