รัฐบาลเพิ่ม 9 มูลนิธิ เข้าร่วมระบบ e-Donation ให้ผู้บริจาคนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าส่งเสริมให้ภาคเอกชนและประชาชนมีส่วนร่วมสนับสนุนการพัฒนาด้านการแพทย์ การสาธารณสุข และการศึกษา ผ่านมาตรการทางภาษี โดยคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร เพื่อเพิ่มเติมหน่วยรับบริจาครายใหม่อีก 9 แห่ง

ทั้งนี้ ผู้บริจาคสามารถนำเงินหรือทรัพย์สินที่บริจาคผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร ไปหักลดหย่อนภาษีหรือหักเป็นรายจ่ายได้ 2 เท่า ซึ่งเป็นการต่อยอดจากมาตรการเดิมที่ให้สิทธิประโยชน์แก่องค์กรและมูลนิธิด้านการแพทย์และสาธารณสุข 27 แห่ง เพื่อให้การสนับสนุนครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ทั้งด้านการแพทย์ การฟื้นฟูสมรรถภาพ ผู้พิการ ผู้ป่วยฉุกเฉิน การสาธารณสุข และการศึกษา

สำหรับหน่วยรับบริจาคเพิ่มเติม 9 แห่ง ได้แก่ มูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, มูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี, มูลนิธิการแพทย์สยามบรมราชกุมารี, มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์, มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา, มูลนิธิการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ, มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา และมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช

บุคคลธรรมดาสามารถหักลดหย่อนได้ 2 เท่าของจำนวนเงินบริจาค แต่เมื่อรวมกับรายการลดหย่อนประเภทเดียวกันแล้ว ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน ขณะที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สามารถหักเป็นรายจ่ายได้ 2 เท่า แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศล สาธารณประโยชน์ การศึกษา หรือกีฬา

มาตรการดังกล่าวจะมีผลสำหรับการบริจาคตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการ ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 โดยรัฐบาลมองว่าการพัฒนาระบบสุขภาพและการศึกษาไม่ใช่ภารกิจของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ผ่านระบบบริจาคที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และส่งต่อประโยชน์โดยตรงถึงประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ผู้ป่วย ผู้พิการ ผู้ทุพพลภาพ และกลุ่มเปราะบาง ให้เข้าถึงบริการทางการแพทย์ อุปกรณ์ เวชภัณฑ์ และโอกาสทางการศึกษาได้มากขึ้น

มาตรการดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่มุ่งสร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้กลไกภาษีเป็นแรงจูงใจให้สังคมร่วมกันลงทุนในด้านสุขภาพและการศึกษาของคนไทย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง