ครม. เห็นชอบร่างกฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว “ยอมความไม่ได้” เพิ่มโทษหนักขึ้น

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. .… ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เสนอ เนื่องจากพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน มีบทบัญญัติไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบัน ขาดความชัดเจนในการคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวและบุคคลในครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำดังกล่าว รวมทั้งความไม่ชัดเจนสำหรับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ จึงสมควรปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวเพื่อให้การคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว มีประสิทธิภาพ มีกลไก และมีมาตรการในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยกำหนดมาตรการหรือวิธีการเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวและคุ้มครองสวัสดิภาพผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวและบุคคลในครอบครัวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น กำหนดให้ความรุนแรงในครอบครัวเป็นความผิดที่ไม่สามารถยอมความได้เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล กำหนดหน้าที่และอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ในการให้ความช่วยเหลือ กำหนดบทบัญญัติเกี่ยวกับการบูรณาการและการปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การบริหารงบประมาณ การจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำความรุนแรงในครอบครัวเพื่อประโยชน์ในการป้องกันความรุนแรงในครอบครัวในอนาคต และกำหนดบทลงโทษให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ซึ่งร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ผ่านการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว โดยมีสาระสำคัญหลัก ดังนี้

– แก้ไขเพิ่มเติมบทนิยาม ให้มีความชัดเจนและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เช่น “ความรุนแรงในครอบครัว” กำหนดให้มีความหมายครอบคลุมถึงการก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยหรือความกลัวจนไม่สามารถดำเนินชีวิตได้ปกติการจำกัดหรือบั่นทอนความสามารถทางเศรษฐกิจหรือการประกอบอาชีพ “บุคคลในครอบครัว” หมายความว่า คู่สมรสหรือผู้ซึ่งอยู่กินด้วยกันฉันคู่สมรสโดยมิได้จดทะเบียนสมรส บุพการี ผู้สืบสันดาน ผู้รับบุตรบุญธรรมหรือบุตรบุญธรรม รวมถึงผู้อุปการะหรือผู้ถูกรับอุปการะเลี้ยงดูอย่างบุตร พี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมแต่บิดาหรือมารดา ลุง ป้า น้า อา ผู้ซึ่งอยู่ในครัวเรือนเดียวกันและต้องพึ่งพาอาศัยกันและผู้ซึ่งเคยเป็นคู่สมรสหรือผู้ซึ่งเคยอยู่กินด้วยกันฉันคู่สมรส เพื่อให้การดำเนินมาตรการคุ้มครองช่วยเหลือผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

– กำหนดความผิดฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัว เป็นความผิดอันยอมความไม่ได้จึงไม่กำหนดอายุความร้องทุกข์ โดยนับอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา

– กำหนดมาตรการคุ้มครองก่อนเกิดเหตุ เพื่อให้ผู้จะถูกกระทำได้รับความปลอดภัยและระงับการเกิดเหตุความรุนแรงได้ โดยให้อำนาจเจ้าหน้าที่ออกคำสั่งบรรเทาทุกข์ชั่วคราวเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ถูกกระทำได้ทันที เช่น ห้ามผู้กระทำเข้าใกล้ผู้ถูกกระทำ หรือห้ามเสพสิ่งมึนเมา ก่อนยื่นต่อศาลเยาวชนและครอบครัวพิจารณาภายใน 48 ชั่วโมง และคุ้มครองผู้แจ้งเหตุโดยสุจริตไม่ให้ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางปกครอง

– กำหนดบทลงโทษที่หนักขึ้น เพื่อเป็นส่วนช่วยลดหรือระงับยับยั้งมิให้เกิดการกระทำความผิดหรือกระทำผิดซ้ำ โดยปรับเพิ่มโทษ กรณีกระทำความผิดฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ ไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (เดิม จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ) และกรณีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ (เดิม จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 3,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ) ทั้งนี้ สำหรับความผิดฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัวได้กำหนดบทลงโทษหนักขึ้น หากกระทำต่อเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี หรือถ้าเป็นการกระทำความผิดซ้ำภายในเวลา 3 ปีนับแต่วันที่ได้กระทำความผิดครั้งก่อน (เดิม ไม่ได้กำหนดบทลงโทษหนักขึ้น ในความผิดฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัว)  

– กำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตั้งงบประมาณสนับสนุนการปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติดังกล่าว เพื่อให้การคุ้มครองสวัสดิภาพผู้ถูกกระทำ และการดำเนินการต่างๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

– กำหนดเหตุบรรเทาโทษกรณีผู้กระทำผิดเป็นผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวมาอย่างต่อเนื่องจนเกิดภาวะพิเศษทางจิตใจ (Battered Person Syndrome) อันควรได้รับความปรานี

การปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ความรุนแรงในครอบครัวยังเป็นปัญหาที่ต้องเร่งจัดการ โดยข้อมูลปี 2568 ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน พบเหตุที่ได้รับรายงานแล้ว มากกว่า 2,000 เคส ในจำนวนนี้ประมาณ 20% เกิดจากการใช้อารมณ์และความโกรธจนทำร้ายกัน ขณะที่มากกว่า 20% มีความเกี่ยวข้องกับการใช้ยาเสพติด สะท้อนว่าความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เพียงปัญหาภายในบ้าน แต่เชื่อมโยงกับปัจจัยทางสังคมหลายด้าน ซึ่งความรุนแรงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการทำร้ายร่างกาย แต่รวมถึงคำพูดหรือพฤติกรรมที่กระทบกระเทือนจิตใจ ทำให้รู้สึกหวาดกลัว ถูกคุกคาม หรือไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะเด็ก เยาวชน และผู้หญิง จึงจำเป็นที่สมาชิกในครอบครัวทุกช่วงวัยต้องมีวุฒิภาวะ เข้าใจ และเคารพกันมากขึ้น ทั้งนี้ ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญ คือ “คุ้มครองผู้ถูกกระทำ ป้องกันความรุนแรง ลดการเกิดเหตุซ้ำ และสร้างระบบช่วยเหลือที่รวดเร็วและเป็นธรรม” เพื่อให้ครอบครัวและสังคมไทยมีความปลอดภัยและเข้มแข็งยิ่งขึ้น ลดปัญหาอาชญากรรม โดยกำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดตั้ง ระบบฐานข้อมูลกลางและเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อป้องกันและติดตามความรุนแรงในครอบครัว และกำหนดให้มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายทุก 5 ปี เพื่อให้กฎหมายปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์ และทำให้ “บ้าน” เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนในครอบครัว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง