ทีมไทยแลนด์เร่งยื่นความเห็นต่อสหรัฐฯ หลังผลไต่สวนเบื้องต้นมาตรา 301 ระบุไทยอาจถูกเก็บภาษีเพิ่ม 12.5%

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยความคืบหน้ากรณีสหรัฐอเมริกาประกาศผลการไต่สวนเบื้องต้นภายใต้มาตรา 301 เกี่ยวกับประเด็นแรงงานบังคับ (Forced Labor) ซึ่งแบ่งเขตเศรษฐกิจทั่วโลกออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่มีมาตรการเพียงพอจำนวน 14 เขตเศรษฐกิจ และกลุ่มที่ยังมีมาตรการหรือการบังคับใช้ไม่เพียงพอจำนวน 46 เขตเศรษฐกิจ โดยประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มหลัง

ผลการพิจารณาเบื้องต้นดังกล่าว ทำให้ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมในอัตรา 12.5% ขณะที่ประเทศในกลุ่มที่มีมาตรการเพียงพอจะถูกกำหนดเพดานภาษีไว้ที่ 10% โดยสหรัฐฯ ไม่ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้แรงงานบังคับภายในประเทศไทยโดยตรง แต่ให้ความสำคัญกับการที่ไทยยังไม่มีมาตรการหรือกฎหมายเฉพาะในการควบคุมการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่มีการใช้แรงงานบังคับ

กระทรวงพาณิชย์จึงเร่งดำเนินการยื่นคำขอเข้าร่วมการรับฟังความคิดเห็น (Hearing) ภายในวันที่ 22 มิถุนายน 2569 และเตรียมยื่นความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรภายในวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 เพื่อชี้แจงประเด็นด้านภาษี รายการสินค้า และข้อเสนอเกี่ยวกับสินค้าที่ควรได้รับการยกเว้นเพิ่มเติม ก่อนที่สหรัฐฯ จะเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างเป็นทางการในวันที่ 7 กรกฎาคม และประกาศผลการพิจารณาขั้นสุดท้ายภายในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569

สำหรับสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีในบัญชี Annex A ปัจจุบันมีจำนวน 1,655 รายการ ครอบคลุมสินค้าเกษตรและอาหาร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน แร่ธาตุ และชิ้นส่วนอากาศยาน อาทิ สับปะรด มะพร้าว แป้งมันสำปะหลัง สมาร์ตโฟน และแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีรายการสินค้าส่งออกไปยังสหรัฐฯ มากกว่า 10,000 รายการ จึงอยู่ระหว่างพิจารณาผลักดันสินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป สินค้ายางพารา และสินค้ากลุ่มยานยนต์บางประเภทเข้าสู่บัญชียกเว้นเพิ่มเติม

นางศุภจี กล่าวว่า อีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือการเร่งเจรจาข้อตกลง ART กับสหรัฐฯ ให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ เนื่องจากหลายประเทศที่ได้รับอัตราภาษีต่ำกว่าไทย แม้ยังไม่มีมาตรการควบคุมการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่ใช้แรงงานบังคับอย่างสมบูรณ์ แต่ได้ลงนามข้อตกลงดังกล่าวกับสหรัฐฯ แล้ว ซึ่งอาจช่วยให้ไทยได้รับการพิจารณาอยู่ในกลุ่มอัตราภาษีที่ต่ำลง

ปัจจุบันยังมีประเด็นเจรจาคงค้างประมาณ 25 ประเด็น ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน โดยผู้แทนการค้าไทยมีกำหนดเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกาในวันที่ 5 มิถุนายน เพื่อเจรจาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์

นอกจากนี้ ไทยยังอยู่ระหว่างติดตามผลการไต่สวนอีกประเด็นหนึ่งเกี่ยวกับ Excess Capacity หรือกำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งครอบคลุมสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ยาง และเครื่องจักร โดยฝ่ายไทยได้ชี้แจงต่อสหรัฐฯ ว่ากำลังการผลิตของผู้ส่งออกหลักอยู่ในระดับ 70-95% ไม่ได้ต่ำกว่า 60% ตามข้อกล่าวหา พร้อมประสานกระทรวงอุตสาหกรรมในการปรับปรุงฐานข้อมูลดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ให้มีความถูกต้องและเป็นปัจจุบันมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังคงเป้าหมายการส่งออกของไทยในปี 2569 ไว้ตามเดิม เนื่องจากตัวเลขการส่งออกในช่วงต้นปีขยายตัวได้ดีกว่าที่คาดการณ์ โดยไตรมาสแรกเติบโตใกล้ร้อยละ 20 และเดือนเมษายนขยายตัวมากกว่าร้อยละ 20 สะท้อนถึงศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออกไทยในตลาดโลก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง