นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า สทนช. ได้ประเมินสถานการณ์สภาพอากาศในปี 2569 พบว่าประเทศไทยมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ส่งผลให้ปริมาณฝนรวมทั้งประเทศ รวมถึงพื้นที่ภาคใต้ มีแนวโน้มต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะฝนทิ้งช่วงและสถานการณ์ภัยแล้งในหลายพื้นที่
นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่าประเทศไทยอาจได้รับอิทธิพลจากพายุหมุนเขตร้อนประมาณ 1–2 ลูกในปีนี้ จึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที
สทนช. จึงได้เสนอแนวทางปรับโครงสร้างการบริหารจัดการน้ำ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน โดยเชื่อมโยงอำนาจหน้าที่ระหว่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 และพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ให้สามารถดำเนินงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
แนวทางดังกล่าวกำหนดให้มีการดำเนินงาน 2 ระดับ ได้แก่ กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) และศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ เพื่อทำหน้าที่วิเคราะห์สถานการณ์ สนับสนุนข้อมูลด้านทรัพยากรน้ำ และประสานการทำงานร่วมกับกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ในช่วงภาวะวิกฤต
ทั้งนี้ สทนช. มุ่งเน้นการบูรณาการบริหารจัดการน้ำให้มีความเป็นเอกภาพ รวดเร็ว และสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง พร้อมยกระดับระบบพยากรณ์และแจ้งเตือนภัยให้มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชน ลดผลกระทบจากภัยพิบัติ และลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนให้ได้มากที่สุด








