“ขี้เหล็กฤๅษี” หรือที่บางท้องถิ่นเรียกว่า “ไอ้เทา” (ชื่อวิทยาศาสตร์: Phyllanthus mirabilis Müll.Arg.) ซึ่งจัดอยู่ในวงศ์ Phyllanthaceae ไม้ชนิดนี้กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในการนำมาเลี้ยงเป็นไม้ประดับกระถางในลักษณะคล้ายบอนไซ เนื่องจากมีโคนต้นที่อวบหนาและทรงพุ่มที่สวยงามแปลกตา
จากการเก็บข้อมูลทางพฤกษศาสตร์พบว่า ขี้เหล็กฤๅษีมีลักษณะทางธรรมชาติเป็นได้ทั้งไม้พุ่มหรือไม้ต้น โดยสามารถมีความสูงได้ถึง 12 เมตร จุดเด่นที่แลเห็นได้ชัดเจนคือบริเวณโคนต้นที่จะมีความอวบหนาเป็นพิเศษสำหรับสะสมอาหารและน้ำ ส่วนใบจะมีการเรียงตัวเป็นกระจุกอยู่บริเวณปลายกิ่ง ตัวใบมีรูปทรงขอบขนาน ขนาดความยาวประมาณ 6.5–13 เซนติเมตร มีลักษณะโคนเบี้ยว และผิวแผ่นใบมีขนสั้นนุ่มปกคลุม
ในส่วนของโครงสร้างระบบสืบพันธุ์ ขี้เหล็กฤๅษีมีระบบดอกที่น่าอัศจรรย์ โดยยอดที่มีดอก (orthotropic shoot) จะมีลักษณะมองดูคล้ายช่อดอกขนาดใหญ่ มีใบประดับรูปรีหรือรูปขอบขนานที่ยาวได้ถึง 2 เซนติเมตร ดอกจะออกรวมกันเป็นกระจุกตามซอกใบ และเป็นดอกที่ไม่มีกลีบดอก ทว่ามีกลีบเลี้ยงที่มีปุ่มเล็กๆ โดยมีจานฐานดอกลักษณะเป็นต่อมรูปกระบอง สำหรับดอกเพศผู้จะมีก้านดอกยาว 1–2 มิลลิเมตร ประกอบด้วยกลีบเลี้ยง 5 กลีบ รูปรี ยาวประมาณ 3 มิลลิเมตร ปลายแหลมยาว มีจานฐานดอก 5 ต่อม และมีเกสรเพศผู้ 6 อันที่เชื่อมติดกันบริเวณโคน โดยปลายแกนอับเรณูจะมีรยางค์ยื่นออกมา ขณะที่ดอกเพศเมียจะมีลักษณะคล้ายคลึงกับดอกเพศผู้ แต่มีก้านดอกยาวกว่าเล็กน้อยที่ประมาณ 2–3 มิลลิเมตร และมีกลีบเลี้ยง 6 กลีบ ยาว 4–5.5 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นกลีบเลี้ยงประเภทติดทน
นอกจากนี้ ยังมีจานฐานดอก 6 ต่อม และมียอดเกสรเพศเมีย 6 อัน ยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร เมื่อดอกได้รับการปฏิสนธิจะเจริญไปเป็นผลที่มีรูปรีกว้าง แยกออกเป็น 3 พู และมีความยาวได้ถึง 1 เซนติเมตร ซึ่งในเชิงอนุกรมวิธานพืช ขี้เหล็กฤๅษีมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดและสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเชื่อมโยงได้กับพืชในสกุลผักหวานดง
ในด้านนิเวศวิทยาและการกระจายพันธุ์ ขี้เหล็กฤๅษีเป็นพืชที่ทรหดและอดทนต่อความแห้งแล้งได้ดี มักพบกระจายพันธุ์อยู่ในประเทศลาว ส่วนในประเทศไทยสามารถพบได้ตามธรรมชาติเกือบทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ โดยเฉพาะตามพื้นที่เขาหินปูนที่แห้งแล้ง บนระดับความสูงไม่เกิน 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล ด้วยทรวดทรงที่แปลกตาและโคนต้นที่โขดหนา ทำให้นักปลูกเลี้ยงนิยมนำมาปรับสภาพเป็นไม้กระถาง ย่อส่วนความยิ่งใหญ่จากป่าหินปูนมาสู่มุมสีเขียวในบ้านได้อย่างลงตัว นับเป็นอีกหนึ่งพันธุ์ไม้ไทยที่มีคุณค่าทั้งในแง่ของความหลากหลายทางชีวภาพและเชิงพาณิชย์ที่น่าจับตามอง








