นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ครั้งที่ 1/2569 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยนางศุภจี กล่าวว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลให้ห่วงโซ่การผลิตมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก ทั้งราคาพลังงานที่สูงขึ้น ต้นทุนการผลิต การขนส่ง รวมถึงสภาวะอากาศที่คาดการณ์ว่าจะมีปัจจัยเสี่ยงเรื่องเอลนีโญที่จะส่งผลต่อผลผลิตของเกษตรกร ด้วยประเด็นปัญหาและความท้าทายที่เกิดขึ้นดังกล่าว จึงต้องทบทวนมาตรการที่มีอยู่เพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งต้องดูแลทั้งกระบวนการตั้งแต่การรวบรวม การขายและการตลาด เน้นใน 3 เรื่อง คือ 1. การบริหารจัดการราคาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม 2. เพิ่มศักยภาพของการแข่งขันของข้าวไทย ทั้งคุณภาพ มาตรฐาน และโลจิสติกส์ 3. สร้างเสถียรภาพตลาดทั้งภายในและภายนอกประเทศ ทั้งนี้ที่ประชุม นบข. ได้มีมติเห็นชอบ 3 ประเด็นสำคัญ ดังนี้
1. เห็นชอบมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569/70 และมาตรการระยะยาวเพื่อปรับปรุงโครงสร้างการผลิต ภายใต้กรอบแนวคิด “ข้าวไทยสู่เศรษฐกิจอนาคต” (New Rice Economy) รวมจำนวน 5 โครงการ เป้าหมาย 11.50 ล้านตัน วงเงินงบประมาณรวมทั้งสิ้น 59,467.58 ล้านบาท จำแนกเป็น วงเงินสินเชื่อ 49,275 ล้านบาท วงเงินจ่ายขาด 10,192.58 ล้านบาท ได้แก่
(1) โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2569/70 วงเงินงบประมาณรวม 41,483.33 ล้านบาท จำแนกเป็น วงเงินสินเชื่อ 34,275 ล้านบาท และวงเงินจ่ายขาด 7,208.33 ล้านบาท (แหล่งเงิน งบ ม.28 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 หมายถึง การดำเนินนโยบายของรัฐที่ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ สำรองจ่ายเงินเพื่อดำเนินโครงการหรือมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลไปก่อน)
(2) โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2569/70 วงเงินงบประมาณรวม 15,656.25 ล้านบาท จำแนกเป็น วงเงินสินเชื่อ 15,000 ล้านบาท และวงเงินจ่ายขาด 656.25 ล้านบาท (แหล่งเงิน งบ ม.28)
(3) โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก ปีการผลิต 2569/70 วงเงินจ่ายขาด 564 ล้านบาท (แหล่งเงิน คณะกรรมการบริหารกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.))
(4) โครงการดูดซับข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569/70 วงเงินจ่ายขาด 1,680.00 ล้านบาท (งบกลางฯ)
(5) โครงการส่งเสริมและพัฒนาข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร ปี 2570 (ข้าวประณีต ระยะที่ 2) วงเงินจ่ายขาด 84 ล้านบาท (แหล่งเงิน คชก.)
โดยที่ประชุมมอบหมายกรมการค้าภายใน ในฐานะฝ่ายเลขานุการ นบข. ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จัดทำโครงการฯ และรายละเอียดข้อมูลที่หน่วยงานของรัฐต้องเสนอ พร้อมกับการขออนุมัติต่อกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณาให้ความเห็นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ธ.ก.ส. และเสนอเรื่องต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบในหลักการ ก่อนเสนอขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรี รวมทั้งร่วมกับ องค์การคลังสินค้า (อคส.) จัดทำโครงการฯ และรายละเอียดข้อมูลที่หน่วยงานของรัฐต้องเสนอ ก่อนเสนอขออนุมัติต่อ ครม. พิจารณาต่อไป
2. เห็นชอบการขอขยายกรอบวงเงิน “โครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีและส่งเสริมการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ ปีการผลิต 2568/69” โดยขอเพิ่มวงเงิน จากเดิม 37,906.20 ล้านบาท (ครม.อนุมัติ 19 ส.ค.68) เพิ่มเป็น 39,753.16 ล้านบาท วงเงินส่วนต่าง 1,846.96 ล้านบาท สำหรับจ่ายให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่เพิ่มขึ้น 233,729 ครัวเรือน โดยขอใช้เงินจาก ธ.ก.ส. สำรองจ่ายการดำเนินโครงการฯ ซึ่งได้มอบหมายกรมการข้าว จัดทำรายละเอียดข้อมูลที่หน่วยงานของรัฐต้องเสนอพร้อมกับการขออนุมัติต่อกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาให้ความเห็นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ธ.ก.ส. และเสนอเรื่องต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบในหลักการ ก่อนเสนอขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
3. เห็นชอบหลักการประกันภัยข้าวนาปี 2569 รัฐ และ ธ.ก.ส. อุดหนุนเบี้ยเกษตรกร 10 ไร่ โดยขอให้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) พิจารณาจัดทำรายละเอียดให้ชัดเจน ก่อนเสนอ นบข.อีกครั้ง
นอกจากนี้ ที่ประชุมได้ติดตามสถานการณ์ข้าว พบว่า แนวโน้มการส่งออกข้าวของไทยยังคงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบของ สหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกข้าวไทยไปตลาดสำคัญอย่างอิรัก ที่ต้องหยุดชะงักลงตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 อย่างไรก็ดี แนวโน้มการเกิดภาวะภัยแล้งจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ได้สร้างความกังวลด้านความมั่นคงทางอาหารในหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาเลเซียและฟิลิปปินส์ ซึ่งมีความต้องการบริโภคข้าวสูงแต่ไม่สามารถเพาะปลูกได้เพียงพอต่อความต้องการบริโภค ส่งผลให้นำเข้าข้าวจากไทยเพิ่มขึ้น รวมทั้งยังมีคำสั่งซื้อต่อเนื่องจากประเทศในภูมิภาคแอฟริกา เช่น แอฟริกาใต้ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และโมซัมบิก จึงคาดการณ์ว่าในช่วงครึ่งปีหลัง การส่งออกข้าวไทยมีแนวโน้มที่ดีขึ้นจากปัจจัยผลกระทบของเอลนีโญที่ส่งผลให้หลายประเทศ ผู้นำเข้าข้าวเริ่มสำรองข้าวเพิ่มขึ้น
นางศุภจี ย้ำว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวให้มีคุณภาพ ผลผลิตสูง เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ลดต้นทุนการผลิต และสอดคล้องกับความต้องการของตลาด จึงมอบหมายให้กรมการข้าวเร่งดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกำชับให้การปรับเปลี่ยนพื้นที่นาข้าวไปปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นพิจารณาตามศักยภาพของแต่ละพื้นที่ ไม่จำกัดเฉพาะข้าวโพด โดยต้องสอดคล้องกับการใช้น้ำ ปุ๋ย ความต้องการของตลาด และเป็นไปตามความสมัครใจของเกษตรกร ขณะเดียวกัน พื้นที่ที่ยังคงปลูกข้าวต้องส่งเสริมการใช้พันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับพื้นที่ มีมูลค่าเพิ่มต่อไร่ และมีตลาดรองรับอย่างชัดเจน โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ บูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด รวมถึงเร่งพัฒนาระบบไซโลและพื้นที่จัดเก็บเมล็ดพันธุ์ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์และสร้างความมั่นคงด้านเมล็ดพันธุ์อย่างยั่งยืน








