กรมประมงประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในช่วงฤดูมีไข่ วางไข่ และเลี้ยงตัวอ่อน ในพื้นที่อ่าวไทยตอนใน หรือ “อ่าวไทยรูปตัว ก” ประจำปี 2569 โดยแบ่งการดำเนินการออกเป็น 2 ช่วงเวลา
ช่วงที่ 1 ระหว่างวันที่ 15 มิถุนายน – 15 สิงหาคม 2569 ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร ส่วนช่วงที่ 2 ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม – 30 กันยายน 2569 ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของจังหวัดสมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และชลบุรี
นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยผลการประเมินทางวิชาการจากข้อมูลปี 2568 พบว่า พื้นที่อ่าวไทยตอนในมีการแพร่กระจายของสัตว์น้ำวัยอ่อนจำนวนมากในช่วงการดำเนินมาตรการทั้ง 2 ระยะ อีกทั้งอัตราการจับสัตว์น้ำจากเรือสำรวจประมงเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อนใช้มาตรการ
สำหรับช่วงที่ 1 อัตราการจับสัตว์น้ำหลังมาตรการเพิ่มขึ้นเป็น 2,036.17 กิโลกรัมต่อวัน จากเดิม 1,500 กิโลกรัมต่อวัน หรือเพิ่มขึ้น 1.35 เท่า ขณะที่ช่วงที่ 2 เพิ่มขึ้นเป็น 1,451.85 กิโลกรัมต่อวัน จากเดิม 950 กิโลกรัมต่อวัน หรือเพิ่มขึ้น 1.52 เท่า โดยสัตว์น้ำที่พบส่วนใหญ่เป็นกลุ่มปลาผิวน้ำเศรษฐกิจ ได้แก่ ปลาทู ปลาสีกุนเขียว และปลาสีกุนบั้ง
ด้านปลาทู ซึ่งเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญของอ่าวไทย พบว่าหลังการปิดอ่าวบริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ปลาทูที่จับได้มีขนาดความยาวประมาณ 13 เซนติเมตร และสามารถเจริญเติบโตเป็นปลาทูสาวที่มีขนาด 13–22 เซนติเมตรได้อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ สถิติผลผลิตปลาทูจากการทำประมงอวนล้อมจับในพื้นที่อ่าวไทยตอนใน พบว่า ปี 2567 มีผลผลิต 1,401 ตัน ขณะที่ปี 2568 เพิ่มขึ้นเป็น 1,761 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 360 ตัน คิดเป็นร้อยละ 25.69
กรมประมงระบุว่า ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของมาตรการปิดอ่าวไทยตอนใน ทั้งในด้านพื้นที่และระยะเวลาดำเนินการที่เหมาะสม ส่งผลให้ทรัพยากรสัตว์น้ำฟื้นตัวอย่างเป็นรูปธรรม จึงยังคงเดินหน้ามาตรการดังกล่าวต่อเนื่องในปี 2569 เพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเลและสร้างความยั่งยืนให้กับภาคประมงไทยในระยะยาว








