“พาณิชย์ – เกษตรฯ” เร่งผลักดันขยายตลาดสินค้าเกษตร สร้างรายได้และความมั่นคงแก่เกษตรกรไทย

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการติดตามสถานการณ์การค้าและตลาดข้าว รวมถึงแนวทางผลักดันการส่งออกข้าวไทยว่า กระทรวงพาณิชย์พร้อมทำงานใกล้ชิดกับภาคเอกชนเพื่อบรรลุเป้าหมายการส่งออกข้าวไทยปี 2569 ที่ 7 ล้านตัน ซึ่งการส่งออกถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างคำสั่งซื้อรองรับผลผลิตและสร้างรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวไทย แม้ตลาดข้าวโลกในปีนี้จะมีความท้าทายจากการแข่งขันที่รุนแรงและความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก ทำให้ในช่วงเดือนมกราคม–พฤษภาคม 2569 ไทยส่งออกข้าวปริมาณ 2.74 ล้านตัน ลดลง 10.75% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ข้าวไทยยังคงได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพ มาตรฐานการผลิต และความน่าเชื่อถือในการส่งมอบสินค้า โดยได้สั่งการให้กรมการค้าต่างประเทศและกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เร่งประสานเครือข่ายทูตพาณิชย์ทั่วโลกผลักดันการจำหน่ายข้าวไทยในตลาดศักยภาพ พร้อมทำงานเชิงรุกร่วมกับภาคเอกชนเพื่อขยายโอกาสทางการค้าในตลาดสำคัญทั่วโลก

ทั้งนี้ แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะส่งผลให้การส่งออกข้าวไทยไปยังอิรัก ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของไทยในภูมิภาคดังกล่าว ชะลอตัวลงตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่ผลกระทบจากความตึงเครียดในภูมิภาคและแนวโน้มการเกิดภาวะภัยแล้งจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้หลายประเทศเร่งนำเข้าข้าวเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร ส่งผลให้ไทยยังสามารถขยายการส่งออกไปยังตลาดอื่นได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียและแอฟริกา ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ให้ความสำคัญกับการขยายตลาดส่งออกข้าวไทยไปยังภูมิภาคแอฟริกาและลาตินอเมริกา ที่มีแนวโน้มความต้องการนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจะใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ไทยมีกับประเทศคู่ค้า อาทิ เปรู และชิลี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในภูมิภาคดังกล่าว โดยในเร็วๆ นี้จะหารือกับรัฐมนตรีของเปรูเพื่อยกระดับการใช้ประโยชน์จาก FTA ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้ได้หารือกับคณะเอกอัครราชทูต และอุปทูตในภูมิภาคลาตินอเมริกา เพื่อร่วมกันผลักดันการส่งออกข้าวไทยแล้ว นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งขับเคลื่อนการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของข้าวไทยในระยะยาว ทั้งการพัฒนาพันธุ์ข้าวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก การขยายตลาดใหม่ ตลอดจนการบริหารความเสี่ยงจากภาวะเอลนีโญที่อาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตข้าวในอนาคต รวมทั้งการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อยกระดับมาตรการดูแลเกษตรกรและสร้างความมั่นคงด้านการผลิตข้าวของประเทศ

ด้านนายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า สถานการณ์ตลาดข้าวโลกในปีนี้มีความอ่อนไหวและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยราคาข้าวในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากระดับประมาณ 320-340 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในช่วงปลายปีก่อน มาอยู่ที่ประมาณ 480 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความกังวลเรื่องภาวะเอลนีโญและความมั่นคงทางอาหาร ส่งผลให้หลายประเทศเร่งนำเข้าข้าวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะฟิลิปปินส์และมาเลเซียที่มีการสั่งซื้อในปริมาณมาก ทั้งนี้แม้การส่งมอบสินค้าไปยังอิรักจะชะลอตัว แต่เชื่อว่าหลังสถานการณ์คลี่คลายจะสามารถกลับมาส่งออกได้ตามปกติ ประกอบกับความต้องการใช้ปลายข้าวในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นจากภาวะขาดแคลนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ส่งผลให้ราคาข้าวไทยปรับตัวดีขึ้น

ด้านนางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้เร่งส่งเสริมตลาดและผลักดันการส่งออกข้าวไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งในภูมิภาคเอเชีย ยุโรป อเมริกา และโอเชียเนีย เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง และกระตุ้นให้เกิดคำสั่งซื้อรองรับผลผลิตข้าวไทย พร้อมขับเคลื่อนผ่านกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยจะเร่งรัดการเจรจาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) กับ COFCO ของรัฐบาลจีน อีก 460,000 ตัน ขณะเดียวกันได้วางแผนเปิดเกมรุกนำคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชนเดินทางพบผู้นำเข้าข้าวรายสำคัญเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและขยายตลาดส่งออกข้าวไทย ล่าสุดได้เดินทางไปพบหน่วยงานนำเข้าข้าวของสาธารณรัฐเกาหลี เมื่อวันที่ 7–10 มิถุนายน 2569 และมีแผนเดินทางไปฟิลิปปินส์และมาเลเซียในช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2569 รวมถึงเตรียมนำผู้ประกอบการข้าวหอมมะลิไทยและข้าวประณีตรายย่อย เจรจาธุรกิจกับผู้นำเข้าจีน ณ เมืองกวางโจว ในเดือนกรกฎาคมนี้

ส่วนการส่งเสริมสินค้าเกษตรชนิดอื่น กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ได้ยกระดับกล้วยหอมไทยสู่ตลาดญี่ปุ่น โดยนายสุรินทร สุนทรสนาน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยถึงการหารือกับคุณพิมใจ มัตสึโมโต ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ด้านการค้าระหว่างประเทศ หรือ Honorary Trade Advisor (HTA) ณ ประเทศญี่ปุ่น ถึงแนวทางส่งเสริมการขยายตลาดส่งออกสินค้ากล้วยหอมไทย และลงพื้นที่เพาะปลูกกล้วยหอม ซึ่งเป็นการต่อยอดการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมฯ ที่อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา ที่ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2568 โดยผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่นจะเผยแพร่ให้ความรู้เทคนิคการผลิตที่แตกต่างกันตามลักษณะทางภูมิศาสตร์เฉพาะของแต่ละพื้นที่ รวมถึงให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านการตลาดและพัฒนากล้วยหอมไทยให้มีผลผลิตตามมาตรฐานและตรงกับความต้องการของตลาดญี่ปุ่นที่นิยมบริโภคกล้วยที่มีเนื้อสัมผัสเหนียวนุ่ม มีความหอม และมีรสชาติหวานในแบบเฉพาะ ซึ่งญี่ปุ่นมีความต้องการนำเข้ากล้วยปีละกว่า 1 ล้านตัน

อีกทั้งจะจัดกิจกรรมจับคู่เจรจาการค้าระหว่างคณะผู้ซื้อชาวญี่ปุ่นกับผู้ประกอบการและเกษตรกรไทยในช่วงเดือนกันยายนนี้  ซึ่งจะเป็นการเพิ่มมูลค่าการส่งออกกล้วยหอมจากประเทศไทย และมั่นใจว่ากิจกรรมนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมสินค้ากล้วยหอมไทยซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพในสายตาชาวญี่ปุ่น และยังจะเป็นการใช้ประโยชน์จากการที่ไทยได้รับโควต้าส่งออกกล้วยหอมไปญี่ปุ่นตามกรอบความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น หากสามารถขยายพื้นที่เพาะปลูกกล้วยหอมให้ได้มาตรฐานญี่ปุ่นต่อไปเรื่อยๆ คาดว่าในระยะยาวจะสามารถส่งออกกล้วยหอมไปตลาดญี่ปุ่นได้ถึงปีละ 100,000 ตัน

นอกจากนี้ จากความนิยมบริโภคอาหารของคนรุ่นใหม่ที่หันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น ทำให้ตลาดอาหารวีแกน และอาหาร Plant-Based ได้รับความนิยมในหลายประเทศ ซึ่งกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้สำรวจพบว่า ปัจจุบันเทรนด์อาหารวีแกนและอาหาร Plant-Based ในแคนาดา ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนมากขึ้น แม้ผู้บริโภคจำนวนมากอาจไม่ได้รับประทานวีแกนแบบ 100% แต่เริ่มหันมาลดการบริโภคเนื้อสัตว์ และเลือกเมนูจากพืชเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันมากขึ้น และยังมองหาอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ควบคู่ไปกับรสชาติที่อร่อยและเข้าถึงง่าย ส่งผลให้ตลาดอาหาร Plant-Based มีการพัฒนาอย่างหลากหลาย ทั้งในด้านวัตถุดิบ รสชาติ และนวัตกรรมอาหาร เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในปัจจุบัน นอกจากนี้ อาหารจากพืชเชิงฟังก์ชันและขนมเพื่อสุขภาพ ได้รับความนิยมมากขึ้น เช่น เห็ดเชิงฟังก์ชัน ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วจากความตระหนักของผู้บริโภคเกี่ยวกับคุณประโยชน์ด้านสุขภาพ อาหารที่ดีต่อลำไส้ ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงตลาดขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพก็เติบโตมากขึ้น ไข่และชีสวีแกน เติบโตอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทย ที่จะเปลี่ยนจากการขายอาหารเพียงอย่างเดียวมาใช้จุดแข็งของไทย ผสานเทรนด์โลกจำหน่ายอาหารจากพืชและอาหารเฉพาะบุคคล ซึ่งจะเพิ่มโอกาสในการส่งออกได้อย่างแน่นอน

ขณะที่รัฐบาลเดินหน้าสนับสนุนการขยายตลาดสินค้าเกษตรไทยและการยกระดับรายได้เกษตรกร โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เร่งผลักดันความร่วมมือกับภาคเอกชนไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเปิดตลาดส่งออกโคเนื้อมีชีวิตจากประเทศไทยสู่ตลาดจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดผู้บริโภคเนื้อโคที่ใหญ่ที่สุดของโลก ล่าสุด นายชัย วัชรงค์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้หารือร่วมกับกรมปศุสัตว์ ผู้แทนภาคเอกชนไทย และบริษัทชั้นนำจากประเทศจีนในเครือ China Merchants Group เพื่อขับเคลื่อนโครงการส่งออกโคเนื้อมีชีวิตของไทยไปยังจีนอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งเป้ารวบรวมโคเนื้อจากเกษตรกรไทยเพื่อส่งออกทางเรือเดือนละ 100,000 ตัว หรือประมาณ 1.2 ล้านตัวต่อปี ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มช่องทางการตลาดและยกระดับรายได้ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคทั่วประเทศ ทั้งนี้ปัจจุบันประเทศจีนนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศประมาณ 2.7 ล้านตันต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 675,000-810,000 ล้านบาท และต้องใช้โคมีชีวิตเทียบเท่ากว่า 13.5 ล้านตัวต่อปี จึงถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้เลี้ยงโคไทยในการเข้าถึงตลาดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพสูง โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งเป้าผลักดันให้เกิดการส่งออกโคเนื้อมีชีวิตล็อตแรกของไทยไปยังประเทศจีนภายใน 1 ปี เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมโคเนื้อไทยสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน

ขณะเดียวกันยังมีแผนลงทุนพัฒนาโรงเชือดมาตรฐานสูงเพิ่มเติมในประเทศไทย เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมโคเนื้อในอนาคต นอกจากนี้ ยังติดตามความคืบหน้าการเจรจากับสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) อย่างใกล้ชิด สามารถลดประเด็นข้อซักถามด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยทางสัตวแพทย์จากกว่า 40 ประเด็น เหลือเพียง 4 ประเด็นหลัก สะท้อนถึงความคืบหน้าสำคัญในการเตรียมเปิดตลาดส่งออกอย่างเป็นทางการ พร้อมกันนี้ ได้เตรียมสำรวจพื้นที่ท่าเรือบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์กักกันโรคสัตว์ขนาดใหญ่ (Quarantine Station) สำหรับตรวจคัดกรองโรคตามมาตรฐานสากลก่อนการส่งออก ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางการค้าปศุสัตว์ของภูมิภาค

ข่าวที่เกี่ยวข้อง