นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “ประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน จังหวัดเลย ประจำปี 2569” ณ เวทีกลางหน้าที่ว่าการอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย โดยนายกรัฐมนตรี ได้เยี่ยมชมบูธจำหน่ายสินค้าตามโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” และชมการแสดงโปงลาง ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ท้องถิ่นของอำเภอด่านซ้าย จากนั้นได้นำผู้ร่วมงานยืนสงบนิ่งถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แม้โลกในปัจจุบันจะเต็มไปด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม แต่สิ่งที่ไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่หรือเลียนแบบได้ง่าย คือ “ประเพณีและวัฒนธรรมดั้งเดิม” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญของแต่ละประเทศ เป็นสิ่งที่สะสมมาจากความเชื่อ ความศรัทธา ภูมิปัญญา และวิถีชีวิตของผู้คนในแต่ละพื้นที่ โดย “ผีตาโขน” ของจังหวัดเลย ถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญที่สะท้อนอัตลักษณ์ของท้องถิ่นได้อย่างชัดเจนที่ไม่ใช่เพียงการละเล่นหรือขบวนแห่สีสันสวยงาม แต่เป็นเรื่องราวของชุมชน เป็นความศรัทธาที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน และเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าเพิ่มขึ้นทุกปี ยิ่งโลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ผู้คนยิ่งแสวงหาประสบการณ์ที่มีความหมายและมีเอกลักษณ์ ดังนั้นงานประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน จะเป็นแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เดินทางมายังอำเภอด่านซ้ายอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าวัฒนธรรมสามารถเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างงาน รายได้ และโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้การเดินทางมาจังหวัดเลยครั้งนี้ เพราะต้องการมาพบชาวจังหวัดเลย มาพบคนไทยทั่วประเทศที่มาเที่ยวงานที่อำเภอด่านซ้าย มาดูผีตาโขน และสุดท้ายมาชักชวนประชาชนให้ใช้ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ของรัฐบาล
จากนั้นนายกรัฐมนตรี ได้สวมหัวผีตาโขนลงบนแท่นเป็นสัญลักษณ์การเปิดงานอย่างเป็นทางการ ก่อนร่วมรับชมการแสดงผีตาโขนเปิดเมือง โดยกลุ่มผีตาโขนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โซนภูเขา โซนลุ่มน้ำหมัน และกลุ่มผีตาโขนอิสระ
ผีตาโขน คือการละเล่นพื้นบ้านอันเป็นเอกลักษณ์ของอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย และเป็นส่วนหนึ่งของ “ประเพณีบุญหลวง” โดยมีตำนานเล่าว่า เมื่อพระเวสสันดรและนางมัทรีเสด็จกลับเมือง เหล่าผีป่าและสัตว์นานาชนิดที่เคยพึ่งพาพระบารมี ต่างพากันอาลัยรักและดีใจเป็นล้นพ้น จึงได้พากันแฝงตัวละเล่นเต้นรำตามหลังขบวนเพื่อมาส่งเสด็จด้วยความยินดี เดิมทีชาวบ้านจึงเรียกว่า “ผีตามคน” ก่อนจะเพี้ยนเสียงมาเป็น “ผีตาโขน” จากตำนานที่เล่าขานจึงกลายมาเป็นขบวนแห่หน้ากากผีสีสันสดใส เสียงกระดิ่ง และการเต้นรำที่ครึกครื้น ขับไล่สิ่งไม่ดีและต้อนรับสิ่งดี ๆ เข้ามาในชีวิต เบื้องหลังหน้ากากทุกใบ จึงไม่ได้มีเพียงสีสันและความสนุกสนาน แต่ยังซ่อนเรื่องราวของความเชื่อ ความศรัทธา และอัตลักษณ์ของชุมชนที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ซึ่งในปัจจุบัน เรื่องราวนี้ได้ถูกหลอมรวมเข้ากับ “งานบุญหลวง” จึงเป็นประเพณีสำคัญที่สะท้อนอัตลักษณ์และมรดกทางวัฒนธรรมของชาวด่านซ้าย
สำหรับการจัดงานประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน อำเภอด่านซ้าย ประจำปี 2569 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-22 มิถุนายน 2569 ณ อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย โดยในวันที่ 20 มิถุนายน 2569 เป็นพิธีเปิด ส่วนไฮไลต์สำคัญ มีการจัดขบวนแห่ผีตาโขนอย่างยิ่งใหญ่ในวันที่ 21 มิถุนายน 2569 และในวันที่ 22 มิถุนายน 2569 เป็นวันทำบุญ จะไม่มีการละเล่นผีตาโขน
ทั้งนี้ ในปี 2568 มีนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงานกว่า 170,000 คน ขณะที่ในปีนี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่าได้รับกระแสตอบรับจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเป็นอย่างดี ส่งผลให้ยอดจองที่พักในพื้นที่อำเภอด่านซ้ายและอำเภอภูเรือเต็มเกือบ 100% แล้ว โดยคาดว่าตลอดระยะเวลาการจัดงาน 3 วัน จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าร่วมงานไม่น้อยกว่า 100,000 คน และสร้างรายได้หมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจชุมชนไม่ต่ำกว่า 188 ล้านบาท
สำหรับสถานการณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยในปี 2569 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 พฤษภาคม 2569 ประเทศไทยสามารถสร้างรายได้รวมจากการท่องเที่ยวได้แล้วกว่า 1.17 ล้านล้านบาท เป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6.79 แสนล้านบาท จากนักท่องเที่ยวจำนวน 14,032,649 คน และรายได้จากนักท่องเที่ยวไทยอีก 4.88 แสนล้านบาท จำนวน 86.68 ล้านคน-ครั้ง โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาและสร้างรายได้ให้ประเทศสูงสุดเป็นอันดับที่ 1 คือ ประเทศจีน รองลงมา ได้แก่ มาเลเซีย อินเดีย และรัสเซีย ในขณะที่กรุงเทพมหานครและชลบุรียังคงครองแชมป์พื้นที่ท่องเที่ยวยอดนิยมสูงสุด
นอกจากนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยังเร่งยกระดับการท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้สู่ชุมชนตามนโยบายของนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยได้มุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมและพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางในการเดินทางท่องเที่ยวได้ตลอด 365 วัน ผ่านการจัดทำปฏิทินเทศกาลและกิจกรรมท่องเที่ยวในทุกจังหวัดตลอดทั้งปี การกระตุ้นการท่องเที่ยวตามฤดูกาลโดยเฉพาะช่วงฤดูฝนเพื่อชูเสน่ห์ธรรมชาติและอัตลักษณ์ของ 5 ภูมิภาค การใช้วัฒนธรรมอาหารและแหล่งประวัติศาสตร์ระดับท้องถิ่นมาสร้างเรื่องราวเพื่อดึงดูดใจ ตลอดจนการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและสภาพแวดล้อมด้านการท่องเที่ยวให้มีความพร้อมและปลอดภัยในทุกฤดูกาล ควบคู่การพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวคุณภาพสูงและระบบนิเวศการท่องเที่ยวเพื่อเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยว เน้นยกระดับโฮมสเตย์และชุมชนท่องเที่ยวเฉพาะทาง เช่น กลุ่มท่องเที่ยวสายมู กลุ่มแคมปิ้ง และกลุ่มท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ พร้อมทั้งพัฒนามาตรฐานที่พักให้รองรับกลุ่มคนที่ทำงานและท่องเที่ยวไปพร้อมกันเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวที่พำนักระยะยาว ตลอดจนการผลักดันพื้นที่พิเศษอย่างหมู่เกาะช้าง คุ้งบางกะเจ้า และเมืองโบราณอู่ทอง ให้เป็นแลนด์มาร์กระดับโลกที่ตอบโจทย์ทั้งการท่องเที่ยวมูลค่าสูง เศรษฐกิจสีเขียว และการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อย่างยั่งยืน








