นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงผลการดำเนินงานปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการตัดวงจรเครือข่ายนอมินีข้ามชาติ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและทีมผู้ช่วยทูตตำรวจที่เป็นพันธมิตรของไทยจากกว่า 10 ประเทศ เข้าร่วมด้วย ได้แก่ สำนักงานสอบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (FBI) สำนักงานสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (HSI) กรมกิจลับสหรัฐ (USSS) สำนักงานตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (AFP) ตลอดจนผู้แทนจากแคนาดา นิวซีแลนด์ สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย เยอรมนี และสวิตเซอร์แลนด์ สะท้อนการบูรณาการความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและภัยคุกคามจากกลุ่มสแกมเมอร์ในระดับสากล
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แก๊งคอลเซ็นเตอร์ เครือข่ายสแกมเมอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ และกลุ่มนอมินีต่าง ๆ ล้วนเป็นภารกิจที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เนื่องจากเป็นอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อประชาชนเป็นวงกว้าง จึงได้ยกระดับการดำเนินงาน พร้อมประกาศให้การปราบปรามอาชญากรรมดังกล่าวเป็น “วาระแห่งชาติ” ซึ่งได้แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 341/2568 เพื่อกำหนดนโยบาย มาตรการ และแนวทางการดำเนินงาน ตลอดจนกำกับติดตามผลการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังผลักดันให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่าง 15 หน่วยงาน อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ภาคสถาบันการเงิน และผู้ให้บริการโทรคมนาคม เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน รวมทั้งยกระดับการช่วยเหลือให้เข้าถึงประชาชนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
สำหรับผลการดำเนินงานของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) และศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา (ตุลาคม 2568 – มิถุนายน 2569) แบ่งผลสัมฤทธิ์สำคัญออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่
1. การปกป้องประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งสามารถช่วยเหลือผู้เสียหายได้ 862 ราย และยับยั้งความเสียหายได้กว่า 82 ล้านบาท
2. การสกัดกั้นเส้นทางการเงินของคนร้าย โดยสามารถปิดบัญชีม้ากว่า 351,000 บัญชี และอายัดเงินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดได้กว่า 3,600 ล้านบาท
3. การสืบสวนจับกุมเครือข่ายสแกมเมอร์อย่างต่อเนื่อง โดยจับกุมผู้ต้องหาได้กว่า 29,000 ราย ออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการระดับหัวหน้าเครือข่ายกว่า 70 ราย
จากการดำเนินงานเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สถานการณ์อาชญากรรมออนไลน์ของไทยมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างชัดเจน เห็นได้จากสถิติจากระบบ Thai Police Online พบว่าจำนวนคดีอาชญากรรมออนไลน์ลดลงร้อยละ 69.2 และมูลค่าความเสียหายลดลงร้อยละ 87.3 เมื่อเทียบกับช่วงเริ่มดำเนินงานของศูนย์ฯ สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตรระหว่างประเทศ
นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะกลุ่มเครือข่ายนอมินีต่างชาติที่อาศัยช่องว่างทางกฎหมายและใช้คนไทยเป็นนอมินี เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่รัฐบาลกำลังเร่งแก้ไข โดยได้ยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการใช้นอมินีในการประกอบธุรกิจผิดกฎหมายอย่างเข้มข้น เพื่อคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ของคนไทย และรักษาเสถียรภาพด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ แม้การดำเนินงานจะต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งจากภายในและภายนอกหน่วยงานราชการ แต่ด้วยการยึดหลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” จึงทำให้สามารถดำเนินการกับผู้กระทำผิด และรายงานความคืบหน้าต่อประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง ขอย้ำว่า การบำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด และพิชิตอันธพาล เป็นหลักการที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เพื่อปราบปรามการใช้กลไกหรืออำนาจในทางมิชอบอย่างจริงจัง พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลไม่ยอมรับการกระทำผิดและการทุจริตทุกรูปแบบ
ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ ที่ผ่านมา มีส่วนสนับสนุนให้ประเทศไทยได้รับการประเมินและจัดอันดับด้านความน่าเชื่อถือและความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุน นักท่องเที่ยว และประชาคมระหว่างประเทศต่อการบังคับใช้กฎหมายของประเทศไทย จึงขอชื่นชมการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็งและเสียสละ แม้ต้องเผชิญแรงกดดันหรือความพยายามแทรกแซงจากกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ แต่เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายยังคงยึดมั่นในการบังคับใช้กฎหมายอย่างสุจริต พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี อาชญากรรมข้ามชาติ และการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ตามนโยบายที่ได้ให้ไว้กับประชาชน รวมทั้งผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและเครือข่ายพันธมิตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ติดตามผู้กระทำผิด และขยายผลเครือข่าย พร้อมสร้างความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะทำงานอย่างเต็มกำลังเพื่อคุ้มครองประชาชนและรักษาความมั่นคงของประเทศในทุกมิติ
นอกจากนี้ อาชญากรรมจำนวนมากได้เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายข้ามพรมแดน รัฐบาลจึงได้ยกระดับเครื่องมือและความร่วมมือระหว่างประเทศให้ทันต่อรูปแบบอาชญากรรมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยหนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือระบบ SCAM & Human Trafficking Information Exchange and Linked Database หรือ “SHIELD” ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งได้รับความสนใจจากหลายประเทศในฐานะแพลตฟอร์มกลางสำหรับแลกเปลี่ยนข้อมูลอาชญากรรมข้ามชาติ โดยระบบ SHIELD ช่วยเชื่อมโยงข้อมูล พยานหลักฐาน และเส้นทางการเงินระหว่างประเทศ ทำให้การติดตามผู้กระทำผิด การขยายผลเครือข่าย และการดำเนินคดีมีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดช่องว่างที่กลุ่มอาชญากรเคยใช้หลบเลี่ยงการบังคับใช้กฎหมาย
ทั้งนี้ SHIELD ได้รับการพัฒนาต่อยอดจากความสำเร็จของศูนย์ปฏิบัติการ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (Warroom IAC) หรือศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ธนาคาร สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงการต่างประเทศ ในการติดตามเส้นทางการเงิน อายัดบัญชี ช่วยเหลือผู้เสียหาย และขยายผลจับกุมเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์อย่างเป็นระบบ จนได้รับการยอมรับและความสนใจจากหลายประเทศ ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเดินหน้านำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผ่านระบบ IBOC (Intelligent Bird Eye Operation Center) หรือศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะ มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวังและป้องกันเหตุในพื้นที่เศรษฐกิจและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจจับความผิดปกติและเข้าระงับเหตุได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยมีแผนพัฒนาเกาะเสม็ดเป็นพื้นที่ต้นแบบด้านความปลอดภัยอัจฉริยะ รองรับนักท่องเที่ยวกว่า 1 ล้านคนต่อปี ก่อนขยายผลไปยังพื้นที่สำคัญอื่นของประเทศ และเชื่อว่าการแก้ปัญหาอาชญากรรมยุคใหม่ต้องทำทั้งเชิงรุกและเชิงระบบ ซึ่ง SHIELD ช่วยเชื่อมข้อมูลและไล่ล่าเครือข่ายอาชญากรรมในระดับนานาชาติ ขณะที่ AI ผ่านระบบ IBOC ช่วยป้องกันเหตุและดูแลความปลอดภัยในพื้นที่จริง ทั้งสองส่วนจะทำงานควบคู่กันเพื่อปกป้องประชาชน ลดความเสียหายจากอาชญากรรม และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังประเทศไทย








