นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหากลุ่มผู้มีอิทธิพลและการกวาดล้างนอมินีว่า ขณะนี้มีความคืบหน้าในการตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่สาธารณะบริเวณหาดบางเทา หาดฟรีดอม และหาดนุ้ย
สำหรับกรณีหาดบางเทา ได้เข้าสู่กระบวนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว โดยประเด็นการเรียกรับผลประโยชน์หรือส่วยอยู่ระหว่างการดำเนินคดี ส่วนหาดฟรีดอมซึ่งอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ อยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนเช่นกัน และคาดว่าจะสามารถเข้ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำพื้นที่ได้ภายในเดือนสิงหาคม 2569 ขณะที่หาดนุ้ยคาดว่าจะดำเนินการรื้อถอนได้ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมนี้
ขณะนี้มีข้อมูลเกี่ยวกับเครือข่ายผู้มีอิทธิพลเกือบครบถ้วนแล้ว โดยรอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้เปิดเผยรายละเอียดอย่างเป็นทางการ
ในส่วนของการตรวจสอบนอมินีถือครองที่ดินร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่ามีบริษัทเข้าข่ายนอมินีจำนวน 317 บริษัท ถือครองที่ดินรวม 480 แปลง โดยบริษัททั้งหมดจะต้องเข้าสู่กระบวนการบังคับขายที่ดิน เนื่องจากไม่มีสิทธิถือครองตามกฎหมาย
นอกจากนี้ ทั้ง 317 บริษัทจะถูกส่งเข้าสู่กระบวนการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เนื่องจากมีพฤติการณ์เข้าข่ายการถือครองทรัพย์สินแทนบุคคลอื่น และมีมูลค่าความเสียหายรวมเกือบ 6,000 ล้านบาท ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ
รัฐบาลจะขยายผลการตรวจสอบนอมินีไปยังพื้นที่ที่มีชาวต่างชาติเข้าไปตั้งถิ่นฐานหรือประกอบธุรกิจจำนวนมาก ได้แก่ จังหวัดภูเก็ต สุราษฎร์ธานี โดยเฉพาะเกาะสมุยและเกาะพะงัน จังหวัดกระบี่ จังหวัดพังงา อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง และกรุงเทพมหานคร
ทั้งนี้ คาดว่าภายใน 2 สัปดาห์ข้างหน้าจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับผลการตรวจสอบเพิ่มเติม โดยยอมรับว่าการตรวจสอบมีความซับซ้อน เนื่องจากมีการถือหุ้นและถือครองที่ดินในลักษณะอำพรางผ่านนิติบุคคลหลายชั้น เพื่อให้ดูเหมือนเป็นบริษัทสัญชาติไทย ทั้งที่สัดส่วนการควบคุมที่แท้จริงอาจอยู่ในมือชาวต่างชาติ
ต่างชาติไม่มีสิทธิถือครองที่ดินในประเทศไทย เว้นแต่กรณีพิเศษตามกฎหมาย เช่น การได้รับส่งเสริมการลงทุนจาก BOI และหากพบการรุกล้ำพื้นที่สาธารณะหรือการถือครองที่ดินโดยมิชอบ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด








