มหาดไทย สานต่อ “ไทยช่วยไทย” เฟส 2 พาณิชย์ เปิดตัว “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” ลดรายจ่าย สร้างอาชีพ

จากการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วนในการบรรเทาความเดือดร้อนและลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ผ่านโครงการจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้บูรณาการความร่วมมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และผู้ประกอบการห้างค้าส่งและค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) จำนวน 6 แห่ง ได้แก่ Lotus’s Makro Big C Tops GO Wholesale และ CJ MORE จัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพกว่า 3,000 รายการ ในราคาพิเศษลดสูงสุดกว่า 58% ผ่านจุดจำหน่าย ณ ที่ว่าการอำเภอทั้ง 878 อำเภอ ทั่วประเทศ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากประชาชน สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงสินค้าจำเป็นได้อย่างทั่วถึง

เพื่อสานต่อความสำเร็จของโครงการ กรมการปกครองจึงเดินหน้าจัดกิจกรรม “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” อย่างต่อเนื่องในระยะที่ 2 โดยได้ลงนามแจ้งแนวทางการดำเนินงานไปยังจังหวัดและอำเภอทั่วประเทศ เพื่อกำหนดจัดกิจกรรมในช่วงไตรมาสที่ 4 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ระหว่างเดือนกรกฎาคม – กันยายน 2569 ในทุกวันศุกร์เว้นศุกร์ รวมจำนวน 7 ครั้ง ได้แก่ วันที่ 3 17 และ 31 กรกฎาคม 2569 วันที่ 14 และ 28 สิงหาคม 2569 และวันที่ 11 และ 25 กันยายน 2569 พร้อมกำชับให้ที่ทำการปกครองจังหวัดและที่ทำการปกครองอำเภอจัดเตรียมสถานที่จำหน่ายสินค้า โดยใช้ที่ว่าการอำเภอ หอประชุมอำเภอ หรือศาลาประชาคมที่มีความมั่นคงแข็งแรง อากาศถ่ายเทสะดวก และสามารถรองรับประชาชนได้อย่างเหมาะสมเป็นสถานที่หลัก สำหรับพื้นที่ที่ที่ว่าการอำเภอตั้งอยู่ห่างไกลหรือประชาชนเข้าถึงได้ยาก ให้อำเภอคัดเลือกสถานที่อื่นที่มีความเหมาะสมเพิ่มเติม เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในพื้นที่

นอกจากนี้ ให้อำเภอประสานความร่วมมือกับผู้จัดการสาขาของห้างค้าปลีกและค้าส่งสมัยใหม่ ที่รับผิดชอบพื้นที่ เพื่อกำหนดรูปแบบการจัดจำหน่าย การจัดวางสินค้า และการขนส่งสินค้าให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ โดยสามารถบูรณาการนำสินค้า OTOP และผลิตภัณฑ์ชุมชน ของดีมีแวว ในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่าย สร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากควบคู่กันไป ซึ่งโครงการไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ เป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญที่กระทรวงมหาดไทยและกรมการปกครองมุ่งขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายของประชาชน เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม และสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจในระดับฐานราก

ทางด้านกระทรวงพาณิชย์ต่อยอดนโยบาย “ไทยช่วยไทย” ด้วยการเตรียมเปิดตัวโครงการ “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” อย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคม 2569 เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนก้าวสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจผ่านระบบแฟรนไชส์คุณภาพ พร้อมเสริมสิทธิประโยชน์ด้านสินเชื่อ ระบบการชำระเงิน และพื้นที่จำหน่ายสินค้าในโลตัสและแม็คโครฟรี 6 เดือน เพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สั่งการให้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า บูรณาการร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) SME D Bank ธนาคารออมสิน และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) สร้างความเข้าใจแนวทางการดำเนินโครงการ และเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ไทยเข้าร่วมโครงการฯ ก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” จะช่วยสร้างธุรกิจและอนาคตให้กับผู้ว่างงาน หรือที่กำลังมองหาธุรกิจลงทุน มองหารายได้เสริม และมองหาแฟรนไชส์ที่มีคุณภาพเพื่อการลงทุน โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ก้าวสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจ ผ่านระบบแฟรนไชส์คุณภาพ สามารถเลือกธุรกิจเล็กๆ ที่เริ่มต้นอาชีพได้จริงในระยะเวลาสั้นๆ และมีโอกาสประสบความสำเร็จค่อนข้างสูง เนื่องจากมีเจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์ (แฟรนไชส์ซอร์) เป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลตลอดระยะเวลาดำเนินธุรกิจ โดยรัฐบาลจะร่วมอุดหนุนเงินทุนในการเริ่มต้นธุรกิจแฟรนไชส์ให้กับประชาชน 50% ของมูลค่าแพ็กเกจ สูงสุดรายละ 10,000 บาท สำหรับแพ็กเกจแฟรนไชส์ที่มีมูลค่าไม่เกิน 100,000 บาท

นอกจากนี้ ยังจะได้รับสิทธิประโยชน์จากหน่วยงานพันธมิตร อาทิ กรณีเงินลงทุนไม่เพียงพอจะมีการสนับสนุนธุรกิจผ่านบริการ Krungthai Business โอกาสเข้าถึงสินเชื่ออัตราพิเศษสำหรับธุรกิจแฟรนไชส์ อาทิ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารออมสิน และหากต้องมีการค้ำประกันจะมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมมาช่วยดูแล ตลอดจนสิทธิในการใช้พื้นที่จำหน่ายสินค้าและบริการในเครือโลตัสและแม็คโครทั่วประเทศ กว่า 2,000 สาขา โดยได้รับการสนับสนุนพื้นที่ฟรีเป็นระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ และเร่งการขยายธุรกิจให้เติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการสมัครเข้าเป็นร้านค้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ซึ่งจะรับสมัครถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 จะช่วยให้มีลูกค้าเพิ่มมากขึ้น สำหรับผู้สนใจสมัครเข้ามาลงทุนสามารถเลือกซื้อแพ็กเกจแฟรนไชส์กับโครงการฯ ได้ผ่านทางเว็บไซต์ “ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์.dbd.go.th” ซึ่งสามารถติดต่อไปยังแฟรนไชส์ซอร์ ได้โดยตรง จากนั้นแฟรนไชส์ซอร์จะทำหน้าที่ส่งต่อข้อมูลและเอกสารต่างๆ ของแฟรนไชส์ซี (ผู้ลงทุน) มายังกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อร่วมกันพิจารณาความพร้อมของผู้ลงทุน ดังนั้น แฟรนไชส์ซอร์จึงมีอีกหนึ่งบทบาทสำคัญในฐานะเป็นผู้ช่วยในการคัดเลือกแฟรนไชส์ซีที่ดี มีความพร้อม และมีความสามารถที่จะประกอบอาชีพได้

ในขณะที่แฟรนไชส์ซอร์ หรือเจ้าของแบรนด์หรือเจ้าของสิทธิ์ ยังมีโอกาสได้ขยายธุรกิจผ่าน ผู้ซื้อสิทธิ์หรือ แฟรนไชส์ซีที่มีคุณภาพ ซึ่งได้เน้นย้ำให้คัดเลือกอย่างเข้มข้น และให้ดูแลกันอย่างดีตลอดเวลาทำธุรกิจ เพื่อการเติบโตไปพร้อมกัน เปรียบเสมือนการสร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจที่จะขยายผลต่อเนื่องไปทั่วประเทศ รวมทั้งยังให้ความสำคัญกับการคัดเลือกแฟรนไชส์ซอร์คุณภาพ เพราะจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ว่าจะสามารถส่งต่อความสำเร็จสู่แฟรนไชส์ซีได้จริง จึงขอเชิญชวนผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ไทยที่มีศักยภาพและผู้ที่กำลังมองหาธุรกิจเพื่อลงทุน สมัครเข้าร่วมโครงการฯ เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจและเข้าถึงกลุ่มผู้สนใจลงทุนในแฟรนไชส์ทั่วประเทศ โดยแฟรนไชส์ที่เข้าร่วมโครงการฯ จะได้รับการประชาสัมพันธ์ผ่านเว็บไซต์ ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์.dbd.go.th ซึ่งเป็นช่องทางกลางให้นักลงทุนมาเลือกซื้อแพ็กเกจแฟรนไชส์และติดต่อธุรกิจได้โดยตรง และสามารถดำเนินการได้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป ทั้งนี้ นางศุภจี จะจัดงานแถลงข่าวโครงการ “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 คาดว่าจะมีผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์จากทั่วประเทศเข้าร่วมจำนวนมาก เพื่อร่วมกันสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง