มหาดไทย เปิดยุทธการ Operation 90 Days กวาดล้างยาเสพติด ด้านคมนาคม ยกเครื่องมาตรการสกัดขนยาเสพติด

จากข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้เร่งบูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานร่วมกันภายใต้เป้าหมาย “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด และพิชิตอันธพาล” นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการจัดทำแผนปฏิบัติการเร่งด่วน “Operation 90 Days ผ่าแผนยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด” โดยได้เริ่มขับเคลื่อนมาตรการอย่างเข้มข้นตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม – 30 กันยายน 2569 มุ่งเน้นการดำเนินงานให้ครอบคลุมทั้งมิติด้านการป้องกัน การปราบปราม และการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน ทั้งนี้ เพื่อให้นโยบายดังกล่าวเกิดผลสัมฤทธิ์ในทางปฏิบัติทันที จึงได้สั่งการเน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดเริ่มต้น Kick off เปิดปฏิบัติการ ‘Operation 90 Days’ ในพื้นที่ของตนเอง ในระหว่างวันที่ 1 – 7 กรกฎาคม 2569 โดยกำหนดให้มีการจัดกิจกรรม “ปล่อยแถวพลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและหน่วยงานความมั่นคง” เพื่อประกาศสงครามกับยาเสพติดอย่างพร้อมเพรียงกัน และแสดงให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจัง ความพร้อมในการกวาดล้างสิ่งผิดกฎหมายในระยะเร่งด่วนภายใน 90 วัน ให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างสูงสุด

สำหรับปฏิบัติการครั้งนี้ มีแนวทางดำเนินงานครอบคลุม 3 มิติหลัก

โดยมิติที่ 1 มิติการป้องกัน มุ่งเน้นการสร้างรั้วป้องกันที่เข้มแข็งตั้งแต่ระดับครอบครัว โรงเรียน และชุมชน โดยตั้งเป้าหมายให้สถานศึกษา สถานประกอบการ และหมู่บ้านปลอดจากยาเสพติด มีการผลักดันการรับรองพื้นที่ หมู่บ้านและชุมชนสีขาว พร้อมเสริมสร้างความเข้มแข็งผ่านกลไกชุมชนและกองทุนแม่ของแผ่นดิน รวมถึงการจัดตั้งเวรยามเฝ้าระวังในพื้นที่อย่างต่อเนื่องเพื่อตัดวงจรการแพร่ระบาดตั้งแต่ระดับรากหญ้า

มิติที่ 2 มิติการปราบปราม เป็นการผนึกกำลังเพื่อสกัดกั้นยาเสพติดอย่างเด็ดขาด ทั้งบริเวณแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้านและพื้นที่ตอนในของประเทศ ผ่านการจัดตั้งจุดตรวจ จุดสกัด และชุดปฏิบัติการพิเศษ (Special Task Force for Anti-Drug) อย่างน้อยจังหวัดละ 1 ชุด เพื่อตรวจค้นยานพาหนะและบุคคลอย่างเข้มข้น ควบคู่กับการสืบสวนขยายผลจับกุมผู้ค้า และให้มีการบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายและวินัยขั้นเด็ดขาดกับเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อระบบราชการที่โปร่งใสมากที่สุด

มิติที่ 3 มิติการแก้ไขและบำบัด ให้มุ่งเน้นการนำผู้เสพและผู้ติดยาเสพติดเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาอย่างเหมาะสมและสมัครใจ โดยมีการดำเนินงานนำร่องเร่งด่วนในพื้นที่ 31 จังหวัดทั่วประเทศ ดำเนินการบำบัดฟื้นฟูตามโครงการ Quick Big Win อย่างเร่งด่วน โดยใช้อำเภอเป็นศูนย์กลาง นำผู้เสพและผู้ติดยาเสพติดทั่วไปรวมถึงผู้ป่วยจิตเวชเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาตามความสมัครใจ ตลอดจนมีระบบคัดกรองความรุนแรงของอาการเพื่อส่งต่อผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลเฉพาะทาง หรือใช้กลไกชุมชนบำบัด โดยมีกำนันและผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ทำหน้าที่ดูแล เฝ้าระวัง และสังเกตพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งบูรณาการช่วยเหลือฟื้นฟูสภาพทางสังคมแก่ผู้ที่ร้องขอ เพื่อให้ผู้ผ่านการบำบัดสามารถกลับมาใช้ชีวิตและประกอบอาชีพในสังคมได้อย่างปกติสุข

นายอรรษิษฐ์  กล่าวว่า ยุทธการนี้ถือเป็นการประกาศสงครามขั้นเด็ดขาดกับยาเสพติดในระยะเวลา 3 เดือน เพื่อให้เห็นผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม โดยภาครัฐได้กำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจนในทุกภารกิจ และจะใช้กลไกการติดตามผลอย่างเข้มงวด กำหนดให้ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัด (ศอ.ปส.จ.) รายงานความคืบหน้าภายในทุกวันที่ 3 ของเดือน เพื่อให้ส่วนกลางสามารถประเมินสถานการณ์ได้อย่างใกล้ชิด และชี้ให้เห็นว่าภาครัฐพร้อมเดินหน้ากวาดล้างยาเสพติดให้สิ้นซากจากสังคมไทย

อีกปัญหาสำคัญคือการลักลอบขนยาเสพติดออกนอกประเทศ ซึ่งล่าสุดทางการออสเตรเลียจับกุมลูกเรือสายการบินของไทยหลังตรวจพบสารเสพติดในสัมภาระ นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญกับการรักษามาตรฐานความปลอดภัยด้านการบินและภาพลักษณ์ของประเทศ โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มอบหมายให้นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ติดตาม พร้อมสั่งการให้สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ประสานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะเดียวกันซ้ำอีก ซึ่งจากข้อมูลเบื้องต้น ลูกเรือรายดังกล่าวเดินทางปฏิบัติหน้าที่ในเที่ยวบินจากประเทศไทยไปยังนครเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ปลายทางตรวจค้นและพบสารเสพติดซุกซ่อนอยู่ในสัมภาระ ปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรมของประเทศออสเตรเลีย

นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า กพท. ได้เชิญบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) กรมศุลกากร สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และหน่วยงานด้านความมั่นคง เข้าร่วมกำหนดมาตรการทั้งระยะเร่งด่วนและระยะยาวในการอุดช่องโหว่ พร้อมยกระดับมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยด้านการบินของประเทศ โดยที่ประชุมได้ข้อสรุปให้เร่งดำเนินมาตรการในระยะสั้น ซึ่งการบินไทยเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจค้นลูกเรือและสัมภาระก่อนปฏิบัติหน้าที่ พร้อมกำหนดบทลงโทษทางวินัยอย่างเด็ดขาดสำหรับผู้ฝ่าฝืนหรือรับฝากสิ่งของโดยไม่ได้รับอนุญาต ขณะที่ กพท. จะกำชับให้สายการบินทุกแห่งใช้มาตรฐานเดียวกัน และติดตามการปฏิบัติอย่างใกล้ชิด ด้าน AOT ยืนยันว่าลูกเรือทุกคนได้รับการตรวจค้นตามมาตรฐานเดียวกับผู้โดยสาร และพร้อมสนับสนุนการปฏิบัติงานของสายการบินและหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างเต็มที่ ขณะที่ ป.ป.ส. และกรมศุลกากร จะร่วมพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ตรวจค้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสังเกตพฤติกรรมและตรวจจับความเสี่ยง

สำหรับมาตรการระยะยาว จะผลักดันการใช้ข้อมูล Passenger Name Record (PNR) เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงและคัดกรองบุคคลต้องสงสัยอย่างเป็นระบบ รวมถึงศึกษาการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างกรมศุลกากร สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนพัฒนาเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานด้านการตรวจค้นเพิ่มเติม โดย AOT มีแผนนำระบบ Biometrics มาใช้ในกระบวนการเช็กอินสัมภาระ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการยืนยันตัวบุคคลและการติดตามตรวจสอบ

นายภัทรพงศ์ ระบุว่า ที่ประชุมยืนยันว่าปัจจุบันประเทศไทยมีมาตรการตรวจค้นลูกเรือตามมาตรฐานเดียวกับผู้โดยสาร และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กพท. อย่างเข้มงวด โดยที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจยึดและสกัดกั้นการลักลอบนำยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายได้อย่างต่อเนื่อง แม้หลายกรณีจะไม่ได้เผยแพร่เป็นข่าวต่อสาธารณะ อย่างไรก็ตามได้กำชับให้ทุกหน่วยงานร่วมกันยกเครื่องมาตรการรักษาความปลอดภัยการบิน ปิดทุกช่องโหว่ที่อาจถูกใช้เป็นเส้นทางลักลอบขนยาเสพติด พร้อมบูรณาการข้อมูลข่าวกรองและเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนานาประเทศว่า ระบบการบินของไทยมีมาตรฐานด้านความปลอดภัยและความมั่นคงในระดับสากล

ข่าวที่เกี่ยวข้อง