นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมติดตามแนวทางการบริหารจัดการน้ำและการแก้ไขปัญหาอุทกภัยจังหวัดสงขลา ณ ศาลากลางจังหวัดสงขลา โดยมี นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา พลเรือโท เทพฤทธิ์ ลาภเหลือ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 2 นายทรงพล จังศิริวัฒนธำรง ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา นายธงชัย วาสนารุ่งเรืองสุข ประธานสมาคมธนาคารไทยจังหวัดสงขลา หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจจังหวัดสงขลา (กรอ. จังหวัดสงขลา) คณะกรรมการร่วมภาคเอกชนจังหวัดสงขลา (กกร. จังหวัดสงขลา) และผู้แทนจากภาคส่วนต่างๆ เข้าร่วมประชุม เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางรับมือสถานการณ์อุทกภัยอย่างเป็นระบบ
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยของจังหวัดสงขลาอย่างจริงจัง โดยการประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อรวบรวมข้อมูล ข้อเสนอ และความเห็นจากทุกภาคส่วน เตรียมความพร้อมก่อนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะลงพื้นที่จังหวัดสงขลาในวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 และนำประเด็นสำคัญเข้าสู่การพิจารณาในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) พร้อมยืนยันว่า หากได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี พร้อมจะเป็นผู้ประสานการจัดตั้ง “War Room” เพื่อบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานให้มีทิศทางเดียวกัน ตั้งแต่การเฝ้าระวัง การแจ้งเตือน การบริหารจัดการน้ำ การระบายน้ำ การช่วยเหลือประชาชน ตลอดจนการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังเกิดภัย โดยต้องมีข้อมูลกลางและกลไกติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การตัดสินใจและสั่งการเป็นไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งสิ่งสำคัญคือต้องทำก่อนฝนมา ไม่ใช่รอให้น้ำท่วมแล้วจึงค่อยแก้ปัญหา การประชุมครั้งนี้จึงต้องตอบให้ได้ว่า อะไรทำได้ทันที อะไรต้องเร่งดำเนินการก่อนฤดูฝน และอะไรคือโครงการระยะยาวที่ต้องผลักดันอย่างต่อเนื่อง
นายพิพัฒน์ ย้ำว่า ปัญหาอุทกภัยของจังหวัดสงขลาไม่สามารถแก้ไขเฉพาะพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ได้อีกต่อไป แต่ต้องมองทั้งระบบลุ่มน้ำ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยเฉพาะการบริหารจัดการมวลน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำในอำเภอสะเดา นาทวี สะบ้าย้อย และจะนะ ก่อนที่น้ำจะไหลเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจ ทั้งนี้บทเรียนจากมหาอุทกภัยเมื่อปี 2568 สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความจำเป็นในการวางแผนเชิงโครงสร้างและบูรณาการการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายซ้ำในอนาคต
อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาครั้งนี้ต้องเดินหน้าควบคู่กัน 2 ส่วนคือ โครงการขนาดใหญ่ในระยะกลางและระยะยาว ซึ่งต้องใช้เวลาในการศึกษา ออกแบบ และจัดสรรงบประมาณ กับมาตรการเร่งด่วนที่สามารถดำเนินการได้ทันที โดยเฉพาะโครงการที่จำเป็นต่อการป้องกันและลดผลกระทบในฤดูฝนที่จะมาถึง ซึ่งไม่ควรต้องรอโครงการขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว ในส่วนของงบประมาณเร่งด่วน มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาเป็นศูนย์กลางรวบรวมความต้องการและโครงการที่มีความจำเป็นจากทุกหน่วยงาน ทั้งหน่วยงานด้านการบริหารจัดการน้ำ องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาลนครหาดใหญ่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยให้เร่งจัดลำดับความสำคัญและรวบรวมรายละเอียดให้แล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณตามช่องทางที่เหมาะสม โดยเฉพาะโครงการเร่งด่วนในกรอบวงเงิน 99.5 ล้านบาท ซึ่งจะเร่งประสานเพื่อให้สามารถเข้าสู่กระบวนการพิจารณาได้โดยเร็วที่สุด
ทั้งนี้ การป้องกันอุทกภัยไม่ใช่เพียงเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของจังหวัดสงขลาและอำเภอหาดใหญ่ ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวที่สำคัญของภาคใต้ รัฐบาลจึงต้องทำให้ประชาชน ผู้ประกอบการ นักลงทุน และนักท่องเที่ยวเห็นอย่างชัดเจนว่า ภาครัฐมีแผนงาน มีระบบเตรียมพร้อม และมีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมย้ำว่ารัฐบาลห่วงใยประชาชนจังหวัดสงขลา และจะเร่งผลักดันมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ควบคู่กับการจัดหางบประมาณที่จำเป็น โดยบูรณาการการทำงานของกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงคมนาคมให้เป็นเอกภาพ พร้อมมอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาเป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อเสนอและโครงการเร่งด่วนจากทุกหน่วยงานให้แล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อเสนอต่อนายกรัฐมนตรีพิจารณาโดยเร็ว ขณะเดียวกัน ขอให้ทุกหน่วยงานเร่งสื่อสารข้อเท็จจริงและผลการดำเนินงานที่รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ได้ช่วยเหลือประชาชนไปแล้วให้สังคมรับทราบอย่างทั่วถึง พร้อมเร่งดำเนินการในส่วนที่ยังคงค้างให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ลดความสูญเสียจากอุทกภัย และสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนว่า รัฐบาลจะไม่รอให้เกิดปัญหาแล้วจึงเข้าไปแก้ไข แต่จะเร่งเตรียมความพร้อม ป้องกัน และลดผลกระทบให้ได้มากที่สุด เพื่อให้จังหวัดสงขลาสามารถเดินหน้าฟื้นฟูและขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมั่นคงต่อไป
ด้านกรมชลประทานรายงานสถานการณ์และแผนบริหารจัดการน้ำ ว่า ปัจจุบันปริมาณฝนสะสมของจังหวัดสงขลายังต่ำกว่าค่าปกติ ขณะที่อ่างเก็บน้ำขนาดกลางทั้ง 3 แห่งยังมีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์พอใช้ พร้อมกำหนดพื้นที่เฝ้าระวังอุทกภัย 22 จุด และปรับปรุงระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าในลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา ทำให้สามารถแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้าได้เร็วขึ้นเป็น 18 – 22 ชั่วโมง ซึ่งจะช่วยเพิ่มเวลาในการเตรียมพร้อมและลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน สำหรับแผนระยะยาว กรมชลประทานได้จัดทำแผนพัฒนาระบบป้องกันอุทกภัยลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา วงเงินรวมกว่า 36,636 ล้านบาท ครอบคลุมการขุดลอกคลอง การปรับปรุงระบบระบายน้ำ การก่อสร้างคลองผันน้ำ และการพัฒนาอ่างเก็บน้ำเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ
ขณะที่กระทรวงคมนาคมรายงานความคืบหน้าการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานภายหลังเหตุอุทกภัย และแผนเร่งด่วนในการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ โดยเฉพาะการขุดลอกร่องน้ำในทะเลสาบสงขลาและร่องน้ำปากอ่าว เพื่อเร่งการระบายน้ำลงสู่อ่าวไทย รวมถึงการซ่อมแซมเส้นทางคมนาคม สะพาน และถนนที่ได้รับความเสียหาย ตลอดจนการพัฒนาโครงการถนนวงแหวนรอบเมืองหาดใหญ่ควบคู่กับระบบบริหารจัดการน้ำ เพื่อยกระดับความปลอดภัยและลดผลกระทบต่อประชาชนในระยะยาว
ที่ประชุมยังได้หารือถึงแนวคิดการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการอุโมงค์ผันน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำออกสู่อ่าวไทย เพื่อลดปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่พื้นที่อำเภอหาดใหญ่ในอนาคต รวมถึงการฟื้นฟูระบบคลองธรรมชาติ การเปิดทางน้ำ และการแก้ไขปัญหาทะเลสาบสงขลาตื้นเขิน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการระบายน้ำของจังหวัด โดยนายพิพัฒน์ย้ำว่า ทุกข้อเสนอต้องศึกษาบนพื้นฐานของข้อมูล ข้อเท็จจริง ความคุ้มค่า และผลกระทบอย่างรอบด้าน เพื่อให้ได้แนวทางที่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริง ขณะที่ผู้แทน กรอ. จังหวัดสงขลา กกร. จังหวัดสงขลา และภาคเอกชน สะท้อนปัญหาและข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากอุทกภัยต่อเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การค้า การลงทุน และคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมเสนอให้ภาครัฐเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกก่อนเข้าสู่ฤดูฝน โดยทุกฝ่ายเห็นพ้องถึงความจำเป็นในการทำงานแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานส่วนกลาง จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน
ขณะที่สถานการณ์ฝนภาพรวมของประเทศ นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังค่อนข้างแรง อีกทั้งขณะนี้เกิดพายุดีเปรสชันบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน ได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน “ไมสัก” (MAYSAK) แล้ว ซึ่งมีแนวโน้มเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งที่เกาะไหหลำและเวียดนามตอนบนในช่วงวันที่ 4-5 กรกฎาคม 2569 ส่งผลกระทบทางอ้อมต่อประเทศไทย ทำให้หลายพื้นที่มีฝนตกหนักถึงหนักมาก โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยในช่วงวันที่ 4 – 8 กรกฎาคม 2569 มีพื้นที่เสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ 16 จังหวัด ได้แก่บริเวณจังหวัดตาก แม่ฮ่องสอน เชียงราย น่าน พะเยา หนองคาย บึงกาฬ จันทบุรี ตราด กาญจนบุรี ชุมพร ระนอง พังงา ภูเก็ต ตรัง และสตูล
นอกจากนี้ สทนช. ได้ติดตามและบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำและการระบายน้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ฝนและพายุ โดยปัจจุบันแหล่งน้ำทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวม 44,137 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 55 ของความจุเก็บกัก คิดเป็นปริมาณน้ำใช้การ 20,026 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 35 ขณะเดียวกัน ยังติดตามปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลมาปรับแผนการระบายน้ำให้เหมาะสม สามารถรองรับน้ำหลากในช่วงฤดูฝน และสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงหน้าแล้งที่ประเทศไทยเผชิญกับสภาวะเอลนีโญได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากการติดตามตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน – 1 กรกฎาคม 2569 พบว่า มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้งประเทศ 35 แห่ง รวม 331 ล้านลูกบาศก์เมตร
ขณะเดียวกัน สทนช. ยังคงเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งจากภาวะฝนทิ้งช่วงในช่วงเดือนกรกฎาคม 2569 โดยได้จัดทำข้อมูลพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำทั่วประเทศ ครอบคลุมทั้งด้านอุปโภคบริโภค การเกษตร และคุณภาพน้ำ พร้อมทั้งบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการติดตาม วิเคราะห์ และประเมินสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง ภายใต้คณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อนำข้อมูลมาปรับเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำและแผนการระบายน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง สามารถรักษาปริมาณน้ำต้นทุนให้เพียงพอต่อการใช้น้ำในช่วงหน้าแล้ง ขณะเดียวกันยังคงมีพื้นที่รองรับน้ำสำหรับเก็บกักเพิ่มเติมในช่วงฤดูฝนได้อย่างเหมาะสม อันจะช่วยลดความเสี่ยงทั้งจากภัยแล้งและอุทกภัยควบคู่กันไป








