“ทับทิม” พืชโบราณที่มีประวัติศาสตร์ผูกพันกับมนุษยชาติมาอย่างยาวนาน ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นผลไม้ยอดนิยมทางเศรษฐกิจ แต่ยังมีคุณค่าในเชิงวิชาการและการแพทย์แผนโบราณที่ต้องทำความเข้าใจอย่างถูกต้อง
ในทางอนุกรมวิธานพืช ทับทิม มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Punica granatum L. จัดอยู่ในวงศ์ Lythraceae (เดิมทีเคยถูกจัดให้อยู่ภายใต้วงศ์ Punicaceae ของตนเอง) โดยสกุล Punica นี้มีสมาชิกอยู่เพียง 2 ชนิดในโลกเท่านั้น ซึ่งอีกชนิดหนึ่งคือ Punica protopunica Balf.f. ถือเป็นพืชถิ่นเดียว (Endemic species) ที่พบได้เฉพาะบนเกาะโซโคทรา (Socotra) ของประเทศโซมาเลียเท่านั้น สำหรับชื่อสกุล Punica สันนิษฐานว่ามีรากศัพท์มาจากภาษาละตินคำว่า “puniceus” ซึ่งหมายถึงสีแดงม่วงของเมล็ด หรือจากคำว่า “malum panicum” ที่แปลว่าแอปเปิลของชาวคาร์ทาจิเนียน (Carthaginian) เมืองโบราณในยุคกรีก ขณะที่คำระบุชนิด “granatum” มีความหมายตรงตัวว่า “มีเมล็ดจำนวนมาก” สอดคล้องกับชื่อสามัญในภาษาฝรั่งเศสอย่าง “Pomegranate” ที่สื่อถึงผลไม้ขนาดใหญ่ที่มีลักษณะคล้ายแอปเปิลแต่เต็มไปด้วยเมล็ดภายใน
ในเชิงลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ทับทิมเป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็กที่สามารถเติบโตจนมีความสูงได้ถึง 5 เมตร หรือมากกว่านั้น จุดสังเกตที่สำคัญคือตามกิ่งก้านมักลดรูปกลายเป็นหนาม แผ่นใบเรียงเกือบตรงข้ามหรือออกรอบข้อ รูปทรงมีตั้งแต่รูปรี รูปใบหอก ไปจนถึงแกมรูปไข่กลับ ขนาดความยาวประมาณ 2-10 เซนติเมตร ดอกของทับทิมจะออกเป็นกระจุกตามปลายกิ่งหรือซอกใบ ตั้งแต่ 1-5 ดอก โดยตัวดอกเกือบจะไร้ก้าน ฐานดอกมีลักษณะเป็นรูปกรวยหนาหุ้มรังไข่เอาไว้ ยาวประมาณ 2-3.5 เซนติเมตร มีกลีบเลี้ยงที่หนาและติดทนจำนวน 5-8 กลีบ รูปทรงสามเหลี่ยม ปลายดอกเผยให้เห็นกลีบดอกสีส้มสดรูปไข่กลับกว้าง ภายในมีเกสรเพศผู้จำนวนมาก และมีรังไข่อยู่ใต้วงกลีบแบ่งออกเป็นหลายช่อง พร้อมก้านเกสรเพศเมียที่มีลักษณะบิด เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะกลายเป็นผลสดทรงกลมที่มีผนังหนา เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5-12 เซนติเมตร โดยมีกลีบเลี้ยงติดอยู่ตราบจนผลแก่ ด้านในอัดแน่นไปด้วยเมล็ดจำนวนมาก ซึ่งแต่ละเมล็ดจะถูกห่อหุ้มด้วยเยื่อหุ้มเมล็ด (Aril) ที่สดฉ่ำ มีลักษณะใสหรือสีชมพูอมแดงอันเป็นเอกลักษณ์
ทับทิมมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในแถบเอเชียกลางและเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ ก่อนจะแพร่กระจายและพัฒนาสายพันธุ์ไปทั่วโลกจนกลายเป็นดอกไม้ประจำชาติของประเทศสเปน ซึ่งในภาษาสเปนจะเรียกว่า ‘Granada’ สำหรับประเทศไทย ทับทิมได้รับความนิยมและมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่น เช่น ภาคกลางเรียกว่า “ทับทิม” ภาษาจีนเรียกว่า “เซียะลิ้ว” ทางหนองคายเรียกว่า “พิลา” ในขณะที่ทางน่านเรียกว่า “พิลาขาว” หรือ “มะก่องแก้ว” ส่วนภาคเหนือโดยทั่วไปเรียกว่า “มะเก๊าะ” และชาวเงี้ยวในแม่ฮ่องสอนเรียกว่า “หมากจัง”
นอกเหนือจากคุณค่าทางโภชนาการแล้ว ในตำรายาโบราณระบุว่าเปลือกผลของทับทิมมีสรรพคุณทางยาในการช่วยแก้โรคท้องร่วงและขับพยาธิ อย่างไรก็ตาม นักวิชาการพฤกษศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านเภสัชกรรมเตือนว่า การนำเปลือกทับทิมไปใช้ประโยชน์ทางยาจำเป็นต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษและอยู่ภายใต้คำแนะนำที่ถูกต้อง เนื่องจากในส่วนของเปลือกมีสารสำคัญบางชนิดที่มีฤทธิ์เป็นพิษหากใช้ในปริมาณที่เกินขนาด หรือไม่ถูกวิธี








