นายอมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย นายวสวัตติ์ กฤษศิริธีรภาคย์ อดีตนายกสมาคมผู้ตรวจสอบอาคาร และ นายอภิวัฒน์ ด่านศรีชาญชัย ส.ก.เขตจตุจักร ลงพื้นที่ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เพื่อตรวจสอบโครงสร้างของ ร้าน “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” ใกล้ซอยลาดพร้าว 1 แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในร้านครั้งใหญ่ เป็นสาเหตุทำให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 27 ราย ที่บริเวณเกิดเหตุยังคงมีร่องรอยความเสียหาย คราบเขม่า พลาสติกที่ถูกเผาไหม้ กลิ่นไหม้ ด้านประชาชนที่เดินผ่านไปผ่านมาต่างยังคงให้ความสนใจยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายภาพความเสียหายขณะที่สื่อมวลชนปักหลักรอติดตามความคืบหน้าถึงการหาสาเหตุของเพลิงไหม้ใหญ่ครั้งนี้
นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ระบุว่าขณะนี้ยังไม่สามารถเข้าตรวจสอบพื้นที่ภายในได้ เนื่องจากต้องรอเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานดำเนินการเก็บพยานหลักฐานให้เสร็จสิ้นเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อรูปคดี โดยในมุมมองทางวิศวกรรม มีการตั้งสมมติฐานถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดการลุกลามของเพลิงอย่างรวดเร็วภายใน 3-4 นาที ว่าอาจเกิดจากลักษณะทางกายภาพของอาคารที่เป็นพื้นที่ปิดล้อม เพดานต่ำ ประกอบกับการใช้วัสดุตกแต่งประเภทโฟมโพลียูรีเทนที่อาจไม่มีสารเคลือบหน่วงการติดไฟ ซึ่งวัสดุดังกล่าวกลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีและทำให้เกิดกลุ่มควันพิษที่เป็นอันตรายต่อชีวิต ทั้งคาร์บอนมอนอกไซด์และไฮโดรเจนไซยาไนด์ ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Flashover หรือความร้อนสะสมจนจุดระเบิดพร้อมกัน ประกอบกับการที่กระจกแตกอาจเป็นสัญญาณของการเกิด Backdraft หรือความดันอากาศภายในดันตัวออกสู่ภายนอก
ด้านอดีตนายกสมาคมผู้ตรวจสอบอาคาร เปิดเผยว่าพบปัญหาจากการที่สถานประกอบการบางแห่งไม่ได้จดทะเบียนเป็นสถานบริการตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2555 เนื่องจากอยู่นอกเขตโซนนิ่ง แต่จดทะเบียนเป็นร้านอาหารที่มีการแสดงดนตรี ทำให้มาตรฐานความปลอดภัยด้านอัคคีภัยไม่เทียบเท่ากับสถานบริการตามกฎหมาย ซึ่งในกรณีที่สถานประกอบการมีพื้นที่ตั้งแต่ 500 ตารางเมตรขึ้นไป จำเป็นต้องมีระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย รวมถึงต้องมีระบบสปริงเกอร์อัตโนมัติเพื่อช่วยหน่วงเวลาและให้ผู้คนอพยพได้ทัน
ขณะที่ ส.ก.เขตจตุจักร กล่าวว่า จะดำเนินการตรวจสอบการทำงานของสำนักงานเขตในการออกใบอนุญาตและการตรวจตราสถานประกอบการ พร้อมเตรียมเสนอแก้ไขข้อบัญญัติเข้าสู่สภา กทม. เป็นวาระเร่งด่วน โดยจะผลักดันให้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการตรวจตราให้เข้มข้นขึ้น ไม่จำกัดเพียงการสุ่มตรวจในเวลากลางวัน แต่ต้องเข้าตรวจสอบในเวลาปฏิบัติงานจริงยามค่ำคืนเพื่อให้ครอบคลุมร้านอาหารที่มีลักษณะเป็นสถานบันเทิง ซึ่งปัจจุบันยังมีอยู่อีกจำนวนมาก ทั้งนี้ ย้ำว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพและครอบคลุมการใช้งานจริง เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก








